Business Focus
 
หน้าแรก >Entertainment > เปิดใจ เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ในวันที่ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง
 
เปิดใจ เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ในวันที่ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง
  www.sanook.com  วันที่  23  เม.ย  2556
 

เปิดใจ เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ในวันที่ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง





เปิดใจ เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ในวันที่ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง



         เปิดใจ เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ในวันที่ต้องพบกับมรสุมอีกครั้ง เมื่อออกมาบอกเชิงไม่แน่ใจว่า ภีม ภาคิน ลูกชายที่เกิดกับอดีตภรรยาเก่า แอน กัญญารัตน์ บ่อสันเที๊ยะ จะใช่ลูกของตัวเองจริงหรือไม่ 

       
เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เริ่มเข้ามาในวงการจากการเป็นนายแบบ ก่อนจะไดรับความนิยมในฐานะนักแสดงอย่างเต็มตัว ในฐานะพระเอกคนดังของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สำหรับประวัติส่วนตัวของเจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เกิดวันที่ 8 เมษายน 2512 เป็นหนุ่มหล่อชาวเหนือ โดยเกิดที่จังหวัดลำพูน แต่ไปเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ เจคเป็นลูกคนที่ 2 ของครอบครัว โดยเขามีพี่สาว 1 คน

        
เส้นทางสู่วงการบันเทิง ของเจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เริ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2531 จากการเข้าประกวดนายแบบเวที Modern Man และคว้ารางวัลสูงสุด คือ ตำแหน่งชนะเลิศ

        
หลังจากนั้นได้รับการชักชวนจากคุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ให้มาเป็นนักแสดงกับช่อง 7 โดยเป็นพระเอกอันดับต้นๆ ในขณะนั้น ก่อนที่จะหายไปทำธุรกิจส่วนตัว และกลับเข้าสู่วงการอีกครั้งในบทพ่อ 

        
สำหรับชีวิตในปัจจุบัน เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร มีครอบครัวใหม่ พร้อมกับลูกสาวที่น่ารัก 1 คน โดย เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เคยให้สำภาษณ์กับนิตยสารภาพยนต์บันเทิงฉบับวันที่ 31 ต.ค. - 13 พ.ย. 55  ไว้ค่อนข้างยาว ซึ่งทีมข่าว Sanook! News ขอยกมานำเสนอ ดังนี้

       
‘เจค' ศตวรรษ ดุลยวิจิตร จากเพลย์บอย สู่แฟมิลี่แมน

           
โลดแล่นอยู่บนถนนบันเทิงมานานกว่า 20 ปี เริ่มต้นจากการเป็นนายแบบ จนก้าวเข้าสู่วงการละครและกลายเป็นพระเอกฮอตฮิตในยุคหนึ่ง แม้จะได้รับฉายาว่าเป็น "พระเอกร้อยเทค" แต่ "เจค" ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ก็มีงานแสดงต่อเนื่อง จนเมื่อเขาได้รับบทบาทเป็น เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ในละครเรื่อง "ฟ้าใหม่" เจคก็ได้รับการกล่าวขานว่าแสดงได้ดีสมบทบาทจนลบฉายาพระเอกร้อยเทคไปได้ จากนั้นเจคก็จะได้รับบทเป็นตัวร้าย ตัวรอง หรือตัวพ่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผลงานละครล่าสุดของเขาในตอนนี้ที่กำลังถ่ายทำ มี "ลูกไม้หลากสี", "แผนรักแผนร้าย", "ร้อยเล่ห์เสน่ห์ลวง" และ "เจ้าหญิงแตงอ่อน"

        
ในเรื่องชีวิตส่วนตัว เจคเคยใช้ชีวิตคู่กับนางแบบและดารา "แอน" กัญญารัตน์ บ่อสันเที๊ยะ จนมีลูกชายหญิงด้วยกัน 2 คน แต่ต่อมาได้เลิกรากัน เจคก็ใช้ชีวิตหนุ่มโสดมาเรื่อย ไม่คิดว่าจะลงหลักปักฐานกับสาวคนไหนเป็นเรื่องเป็นราวหรือคิดจะมีครอบครัวใหม่ กระทั่งได้มาเจอสาวนอกวงการที่ชื่อว่า "น้องทราย" โรสณานี เศรษฐสิริน ทำให้เขาคิดอยากจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับผู้หญิงคนนี้ และยอมลดพฤติกรรมความเจ้าชู้ของตัวเอง ยิ่งพอมีลูกสาวคือน้อง "ไทย่าฟอง" ด.ญ.โรสมัสสิริน อายุ 9 เดือน เจคก็ยอมถอดเขี้ยวเล็บความเป็นหนุ่มหนุ่มเพลย์บอยกลายเป็นแฟมิลี่แมนเต็มตัว วันนี้เราจะมาคุยถึงชีวิตครอบครัวที่เขาบอกว่าลงตัวและมีความสุขมาก

           
จุดเริ่มต้นความรักครั้งนี้จนทำให้กลายเป็นครอบครัว

             เจค : ทรายเป็นเพื่อนของเพื่อนผม ตอนแรกที่เจอก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ก็คุยกัน พอคุยไปคุยมาก็เป็นเพื่อนกันไปก่อน เพราะช่วงนั้นผมไม่มีใครด้วยไง อยู่คนเดียวด้วยเลยเหงา จากเพื่อนก็เลยมาเป็นแฟนเพราะเขาก็อยู่คนเดียวไม่มีใครด้วยเหมือนกัน ก็ไม่รู้เหมือนกันมันเริ่มตอนไหน รู้แต่ว่ามันค่อยๆ ซึมไปเรื่อยๆ แล้วทรายเข้ากับผมเข้ากับเพื่อนผมได้ เข้ากับญาติพี่น้องของผมได้ เขาเป็นผู้หญิงที่ไม่เรื่องมากและสปอร์ตด้วย

          
ทราย : ตอนนั้นหนูก็รู้ว่าเขาเป็นดารานะ แต่หนูมองผ่านไม่ได้สนใจ และเหมือนเรามีกรอบด้วย เขาจะมาส่งที่บ้านเราก็ไม่ให้มาส่ง เพราะฉายาความเจ้าชู้ของเขาด้วยซึ่งก็มีคนเตือนเยอะ แต่พอเราได้คุยกับเขาเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนที่จิตใจข้างในดีมากและใจดี ไม่ได้เป็นเหมือนที่คนพูดกัน ถึงเขาจะเจ้าชู้ แต่ถ้าเขามีใครก็จะคบทีละคน พอคุยกันไปได้สักพักพี่เจคก็ขอเป็นแฟน หนูก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธและไม่ได้ตอบรับ จนผ่านไปเรื่อยๆ เขาก็พิสูจน์ตัวเองให้เราเห็นว่าเขาจริงใจกับเรา และเขาดูเป็นคนรักครอบครัว รักแม่ ทุกครั้งที่เขาเจอแม่เขาจะเอาเท้าแม่มาแตะที่หัวเขานี่คือสิ่งที่หนูเห็น เลยรู้สึกว่าถ้าเราอยู่กับผู้ชายคนนี้เขาคงรักเราและรักครอบครัวเราด้วย

           
คบหากันมาได้ 2 ปีก็ตัดสินใจมีลูก

            เจค : จริงๆ ผมอยากมีลูกและก็ปล่อยมาตลอดไม่ได้คุมเลยนะ เพราะผมอายุก็ประมาณนี้แล้ว และที่บ้านผมก็อยากให้มีด้วย คือผมคิดว่ากับทรายเราน่าจะอยู่กันได้ เพราะมีอะไรที่ผมกับเขาคล้ายกันเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือมุมมอง แล้วเขาเป็นผู้หญิงที่ไม่โลภมาก ครอบครัวเขาก็รักผมดีกับผมมากและคอยดูแลผมทุกอย่างเลย แล้วผมว่าเป็นที่จังหวะชีวิตของคนเราด้วยแหละ ก่อนหน้านั้นผมอาจจะเหมือนเพลย์บอย ไม่ได้คิดอยากจะมีครอบครัว พอมาตอนนี้ผมอายุ 40 แล้ว ผมก็อยากมีใครสักคน ก่อนหน้านี้พอถ่ายละครเสร็จผมอยู่กองถ่าย อยู่กับทีมงานยังไม่กลับบ้านเพราะกลับมาแล้วมันไม่มีใคร

           แต่ตอนที่เป็นแฟนกันเจคก็ยังไม่ทิ้งลายความเจ้าชู้

         ทราย : ช่วงแรกๆ ที่ยังไม่มีน้อง เขาก็มีบ้างเรื่องความเจ้าชู้ ยังมีคนเก่าๆ ของเขาติดต่อกลับมา เราก็ให้พี่เจคเคลียร์ตัวเอง ซึ่งเขาก็ไม่ยุ่งไม่ติดต่อ

         เจค : แต่เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมติดผู้หญิงจนเขาจับได้และจะเลิกกับผม ผมก็เลยบอกว่าผมจะหยุดจะเลิก แล้วก็เอามือถือของผมให้เขาเป็นคนถือไว้ เพราะผมไม่อยากเสียเขาไป คือผมอยู่กับเขาแล้วสบายใจไปกันได้ เขาไม่งี่เง่า จากที่เคยเป็นคุณหนูก็ปรับตัวเป็นแม่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน จนทุกวันนี้พอมีลูกเขาก็เป็นแม่บ้านเต็มตัว

           แสดงว่าทรายต้องมีอะไรดีถึงเอาเจคซะอยู่หมัด

          เจค : ผมอยู่เองไม่ใช่ว่าทรายเอาผมอยู่หรอก ใครก็ทำให้ผมอยู่ไม่ได้ เพราะผมเป็นคนตามใจตัวเองอยู่แล้วไง อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปก็ไป แล้วเขาก็ไม่ได้มีอะไรดี แต่อยู่ที่ตัวเขาอยู่ที่เสน่ห์ ซึ่งคือการกระทำของเขามากกว่า เราก็เลยตั้งใจจะทำให้เขา เพราะอยู่แบบนี้เราก็แฮปปี้ดีเลยไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องพฤติกรรมหรือความเจ้าชู้อย่างที่บอกมันเปลี่ยนไปเองโดยไม่มีใครบังคับ แต่มันเป็นไปเองโดยตามธรรมชาติเหมือนกลมกลืนไปในตัว คงเพราะเราอยากมีครอบครัวอยากมีลูกด้วยมั้ง

         แต่ตอนแรกผมก็ยังคิดนะว่าผมคงเลิกยากเรื่องกินเรื่องเที่ยว เพราะ 20 กว่าปีที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเลิก ขนาดพ่อแม่บอกก็ไม่เคยหยุด ใครห้ามอะไรก็ไม่ฟัง มาตอนนี้หยุดเฉยเลยหลังจากมีลูก หยุดโดยเราไม่รู้ตัวเอง เฮ้ย...เราหยุดได้เหรอเราอยู่ได้เหรอ เราอยู่ได้ยังไง เพราะปกติถ้าอยู่บ้านตอนเย็นหรือพอทำงานเสร็จ ไปแล้วไปกินไปเที่ยว แต่นี่หยุดกึกเลยโดยอัตโนมัติ ตอนนี้เรื่องเที่ยวไม่มีอยู่ในหัวเลย ตั้งแต่มีลูกไม่เคยกินเหล้าเลยนะ เสร็จงานรีบกลับบ้านจนเพื่อนด่าเลย ผมเพิ่งจะออกงานก็ตอนไปงาน
แต่งงานของ แป้ง อรจิรา นี่แหละ

      ทราย : ถามว่าทรายแปลกใจไหมที่พี่เจคเปลี่ยนไป คือทรายเห็นพฤติกรรมของเขามาตลอดแต่แรกว่าเขาดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพอมีลูกเขายิ่งดีขึ้นมากกว่าเดิม เขาให้หนูกับลูกเต็มที่มาก

        ชีวิตคู่เหมือนลิ้นกับฟันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้าง

       ทราย : ส่วนมากที่ทะเลาะกันจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น นั่งดู
ทีวีดูข่าวหรือดูละครแล้วเอามาทะเลาะ ไม่ได้มีอะไรเลยไร้สาระมาก 

         เจค : เวลามีปัญหาหรือทะเลาะเราจะตัดปัญหาคือเงียบๆ ซะ ผมกับทรายไม่ค่อยทะเลาะกันหรอก ส่วนมากจะเป็นแม่กับลูกทะเลาะกันมากกว่า คิดดูว่าลูกอายุเท่าไหร่ แค่ 9 เดือนเอง แต่เขาสอนเหมือนกับลูกเป็นเด็กโต ประมาณว่าทำไมไม่จำ แม่สอนไม่จำเหรอ พูดไม่รู้เรื่อง แม่บอกทำไมไม่ทำ ผมก็อะไรวะเด็กตัวแค่นี้พูดยังไม่ได้พูดยังไม่รู้เรื่องเลยจะจำได้ไง เพราะเขายังเด็กเกินไปจะรู้เรื่องไหม แล้วเขาเป็นคนที่กลัวผีมากบางทีตัวเองอาบน้ำหรือจะถ่ายหนัก ต้องเอาลูกเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนด้วย ผมก็ต้องเอาพัดลมมาพัดและเปิดประตูพร้อม เท่านั้นไม่พอเขาจะมีตะโกนเสียงถามผมมาเป็นระยะๆ เพราะเขาเป็นคนที่กลัวผีมาก

          ทราย : เผาเลยนะๆ (ภรรยาพูดสวนออกมาแบบอายๆ) แต่หนูก็กลัวผีจริงๆ กลัวผีมากหนูเป็นคนจิตอ่อนจิตไม่แข็ง ยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำต้องเอาลูกเข้าไปด้วย แต่บางทีที่ต้องเอาเข้าไปเพราะลูกก็ติดแม่ด้วย

         เจค : กลัวผีหนักขนาดไหนพี่คิดดู เวลาเรานอนก็ต้องให้ลูกนอนกลางใช่ไหม แต่เขาแทนที่จะห่วงลูก กลับเอาลูกนอนริมแล้วตัวเองนอนกลาง ผมบอกทำไมไม่ห่วงลูก เขาบอกลูกไม่เป็นไรหรอกนอนเถอะ

        ลูกสาวชื่อเล่นว่าน้องไทย่าฟอง เป็นชื่อที่แปลกแต่มีที่มา

        เจค : ผมเป็นคนตั้งให้เอง คำว่า ไท เพราะเราเป็นคนไทย ส่วนคำว่า ย่าฟอง เพราะแม่ผมที่เสียชีวิตไปแล้วชื่อ ฟอง ซึ่งคนจะเรียกกันว่าย่าฟอง ผมเลยเอามาตั้งเป็นชื่อเล่นของลูกสาว

          เห็นว่าลูกสาวติดพ่อมากส่วนพ่อก็ติดลูกมาก

         ทราย : เขาติดพ่อมากเพราะเขาไม่เคยห่างจากพ่อเลย ส่วนพ่อก็ติดลูกด้วยเพราะไปไหนไปด้วยกันตลอด ไปถ่ายละครพี่เจคก็เอาลูกไปด้วย

        เจค : ลูกไม่ได้ติดพ่ออย่างเดียว แต่ยังหวงพ่อกับแม่ด้วย เวลาทรายแกล้งจะตีผม เขาจะรีบคลานเข้ามาดึงแม่ออกและจะตีแม่ แถมยังทำเสียงดุใส่ด้วยนะ เขารู้มาก หรือบางทีผมพาเขาไปกองถ่ายถ้าผมเห็นเขาแล้วแกล้งไม่ทักเขาจะร้องตามแต่ถ้าผมทักเขาไม่ร้องตามนะ หรือบางทีเขาเห็นผมหน้าจอมอนิเตอร์ก็จะตะโกนเสียงดังจนทรายต้องวิ่งเอาลูกออกไปเพราะกลัวผู้กำกับฯ จะว่า

        ทราย : เขาเป็นเด็กที่ไม่ค่อยร้องงอแงเลยเวลาพามากองถ่ายจะนิ่งมาก อารมณ์ดีเหมือนเขารู้งาน และเป็นเด็กที่ไม่ค่อยกลัวอะไร

       เจค : ผมไปไหนเอาลูกไปด้วยตลอด ผมยอมเปลี่ยน
รถเลยนะ ขายรถเบนซ์เพราะมันแคบมาซื้อรถฟอร์จูนเนอร์เลย ทำเบาะหลังให้เป็นที่นอนของลูกเลย เขาจะได้นอนได้กลิ้งได้เวลาที่ผมพาเขาไปถ่ายละครด้วย

          เห็นเจคบอกไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตครอบครัวอีกครั้ง

          เจค : ไม่เคยเลย คือทุกคนก็หวังไว้อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ผมก็หวังไว้ อยากมีแต่ก็ไม่มี พอมีแล้วก็จบต้องเริ่มต้นใหม่ตลอด เราอยากหยุดแต่มันเป็นจังหวะชีวิตที่เราดันมาเจอตอนอายุ 40 คิดว่าเป็นจังหวะที่เหมาะแล้ว ที่ผ่านมามีคนที่ดีหมดแต่คนที่ใช่ไม่เจอไง คนที่ลงตัวเหมือนจิ๊กซอว์ต่อไม่ลงตัวก็ต้องแยกกันไป ตอนนี้ลงตัวก็โอเค. แต่ว่าอนาคตยังยาวไกล คนเราไม่ตายไม่รู้ไง บางทีอาจจะไปเจออะไรอาจจะเกิดเอ็กซิเดนต์ปีสุดท้ายยุ่งอีกไป ของแบบนี้พูดไม่ได้อนาคตไม่แน่นอน ทุกวันนี้เราทำให้ดีที่สุด ผมถือว่าทำดีที่สุดในชีวิตแล้ว

         ทราย : หนูก็ไม่คิดว่าเขาจะหยุดนะ แต่พอหนูคบกับเขาแล้วถึงรู้ หนูไม่ได้มั่นใจ แต่เหมือนการกระทำซึ่งไม่มีใครรู้ดีเท่าเราสองคน คนอื่นอาจจะมองภาพลักษณ์ของเขาอีกแบบ แต่เรามองที่จิตใจ แต่อนาคตเราไม่รู้ไง เพราะฉะนั้นเราก็อยู่กับความเป็นจริงมากกว่า เราปล่อยวางมากกว่า เราก็ผ่านอะไรกันมาเยอะ คิดว่าความเข้าใจ ความจริงใจ ความรัก และครอบครัวสำคัญ ถ้าเจออะไรแต่ถ้าครอบครัวเราแข็งแรงเราสู้ได้  

        
เจค : อย่างเรื่องข่าวรอบนอกผมไม่สนใจนะจะอะไรก็ช่าง ไปกองถ่ายคนนั้นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ผมปล่อยไปช่างมัน เราเอาครอบครัวเรามีความสุขพอแล้ว

           ยึดหลักอะไรในการครองคู่

         เจค : ผมปล่อยตามสบายไม่มีอะไรมายึด ผมเป็นตัวของตัวเอง แต่อย่าล้ำเส้นกันแค่นั้นแหละ และให้เกียรติกันพอแล้ว

     
ทราย : ทรายว่าความเข้าใจกันและจริงใจต่อกันสำคัญที่สุด และมองความเป็นจริงอยู่กับความเป็นจริง แค่นี้เราก็สามารถดำเนินชีวิตคู่ให้มีความสุขได้




เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เจค ศตวรรษ ดุลยวิจิตร






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 539  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์