Business Focus
 
หน้าแรก >Interview > ประหยัด อดออม ขยัน ซื่อสัตย์หลักคิดของ ปรีชา ตันบู๊หัวเรือใหญ่ เจ.ซี. มารีนเซอร์วิส
 
ประหยัด อดออม ขยัน ซื่อสัตย์หลักคิดของ ปรีชา ตันบู๊หัวเรือใหญ่ เจ.ซี. มารีนเซอร์วิส
  www.mrthaijob.com  วันที่  5  ก.ย  2554
 

ประหยัด อดออม ขยัน ซื่อสัตย์หลักคิดของ ปรีชา ตันบู๊หัวเรือใหญ่ เจ.ซี. มารีนเซอร์วิส



            ธุรกิจจะเข้มแข็งและเจริญก้าวหน้าได้ต้องมีหัวเรือที่แข็งแรงที่จะคอยนำพาเรือมาสู่จุดหมาย ก็เหมือนดั่งผู้บริหารท่านนี้ นายปรีชา ตันบู๊ ประธานกรรมการ บริษัท เจ.ซี. มารีนเซอร์วิส จำกัด ที่มีหลักคิดที่น่าสนใจและต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่ต้นจนมีบริษัทที่เติบโตได้จนถึงปัจจุบัน

             นายปรีชา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า ผมเป็นเด็กบ้านนอก จบ ป. 4 ตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี แล้วช่วยแม่อยู่ 2 ปีต่อจากนั้นก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อที่จะเป็นลูกจ้างเคาะสนิมตามอู่ต่อเรือแถว ๆ บางรัก จากนั้นก็ได้ไปอยู่ที่บริษัทอิตัลไทย ที่ทำเกี่ยวกับการกู้เรือแถว ๆ พระประแดง ต่อจากนั้นก็ไปทำงานที่เกาะเสม็ด แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานผู้บริหารของท่าเรือเมืองทองเห็นว่าเราทำงานดีเลยให้เราทำงานด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทเกิดขาดทุนเราเลยลาออก  หลังจากนั้นเริ่มทำงานอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นด้วยการไปทำเหมืองแร่ที่ระนอง ไปทำป่าไม้ที่ ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี หลังสวน ชุมพร ซึ่งช่วงหลังนั้นก็มีการปิดป่าเลยไม่ได้ทำ และไปยืมโฉนดญาติไปจำนองเป็นเงิน 200,000 บาท ขายบ้านที่สำโรง ขายรถไปใช้หนี้ สุดท้ายเหลือเงินเพียง 8,000 บาท มาลงมือซื้อรถเก่ามาวิ่งขายผลไม้ตรงนี้

             “เมื่อเวลาผ่านไป 32 ปี เราเริ่มทำธุรกิจเป็นของตนเองโดยค่อย ๆ รับซ่อมเรือต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ จนได้มาซ่อมเรือของบริษัทเอสโซ่ โดยรับงานเอง ติดตั้งในเรื่องกันกระแทก ดำน้ำ หรือว่าทำทุกอย่าง และมองว่าคนเรานั้นจะต้องเก่งกว่าสมองเสมอ ตอนนี้เรามีพนักงานกว่า 300 คน พนักงานในออฟฟิศอีก 160 คน ช่วงปี 2532 นั้นเราจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่วนในชื่อของ เจ.ซี. นั้นย่อมาจากอะไร จริง ๆ แล้วผมไม่ได้มองที่ชื่อ แต่ผมมองที่การกระทำมากกว่า ซึ่งตอนนี้ผมบอกได้ว่าบริษัทเรานั้นดังไปทั่วโลก มีบริษัทต่างชาติอยากเข้ามาร่วมทุนด้วย ตอนนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว ซึ่งผมมองไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่นั้น ต้องคำนึงถึงว่าเราอายุมากแล้ว เราจะล้มวันไหนยังไม่รู้เลย ดังนั้น อย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัว อะไรก็แล้วแต่เราต้องไม่เป็นหนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำให้ใครเดือดร้อน”

             ในด้านของการวางแผนงานการตลาดนั้นก็มีความสำคัญ โดยนายปรีชา กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มทางการตลาดนั้น ผมมองว่าเราไม่จำเป็นต้องทำการตลาดแต่อย่างใด เพราะว่าลูกค้านั้นมาหาเราเอง เนื่องจากชื่อเสียงของเราดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปหางาน งานก็มาหาเราเองจนเรารับงานแทบจะไม่ไหว เปรียบเสมือนการปิดจมูกตัวเอง ถ้าเราปิด 2 ข้างนั้นอาจตายได้ แต่ถ้าเราปิดเพียง 1 ข้างเราก็สามารถอยู่ได้ ส่วนที่เขาวิ่งมาหาเราเพราะว่างานที่คนอื่นทำไม่ได้แต่เราสามารถทำได้ เพราะเรื่องอุปกรณ์ของเรานั้นครบและประสบการณ์ที่มากกว่า ส่วนใหญ่งานที่เข้ามานั้นจะรับงานมาแล้วมาบวกเพิ่มเอาอีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในเรื่องของ ISO เมื่อก่อนนั้นเราไม่เคยทำ แต่ตอนนี้เราทำเพื่อเป็นมาตรฐานสากล โดยเราทำ ISO 9001 กับ 14000

             “ธุรกิจของเราหากพูดถึงสิ่งแวดล้อมนั้นเราบอกไม่ได้ แต่ก็มีผลกระทบในเรื่องของการปรับราคา เพราะธุรกิจของเรามีเรื่องของราคาน้ำมัน เพราะว่ามันผันผวนในการปรับตัว ซึ่งมันมีขึ้นลงตามเศรษฐกิจ เราไม่สามารถกะเกณฑ์ ตอนหลังมานี้เราจึงมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของราคามากขึ้น พอราคาน้ำมันขึ้น เราก็จะขึ้นตาม บางครั้งธุรกิจดี แต่บริวารไม่ดี มันก็แย่ ตั้งแต่ทำธุรกิจมาครั้งนี้นับว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ ผมไม่เคยลงทุนครั้งละ 500 ล้าน ถามว่าอายุเรานั้นก็บั้นปลายชีวิตแล้วจะลงทุนทำไม แต่เราต้องตอบตัวเองว่านั่นคือจมูกที่เราหายใจ เพราะเรามีเรื่องของการขนส่งทั้งยาง น้ำมัน พอเราจะใช้รถเหล่านั้นก็ไม่มี เราจึงต้องมีการลงทุนในการซื้อรถ โดยซื้อรถบรรทุกของเรา 10 คัน เช่าเขาอีก 10 คัน เปรียบเสมือนจมูกเรามี 2 ข้าง ข้างหนึ่งเราปิดอีก ข้างหนึ่งเราก็ยังสามารถหายใจได้ และเมื่อเราทำสัญญากับลูกค้าไว้ ดังนั้น เราต้องทำงานตามที่ลูกค้ากำหนดได้ ถ้าเราทำไม่เสร็จเราก็ถูกปรับวันละเป็น 10,000 บาท ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อความสะดวกสบาย และงานก็ไม่เสียหายด้วย”

              ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้ดีนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากหลักคิดการทำงานของหัวเรือใหญ่ “ถ้าพูดถึงการทำธุรกิจนั้น ต้องลงทุน เหมือนกับสมัยก่อน เรามีบ้านที่สำโรงเราก็ขาย เรามีรถเราก็ขาย แฟนถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ผมให้คำตอบว่า เรามีเงินก็สามารถที่จะหาซื้อ หรือมีที่มันใหญ่กว่านี้อีก เช่นทุกวันนี้ผมมีบ้านเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และอย่างแรกในการทำธุรกิจนั้นจะต้องคำนึงถึงเรื่องของการเก็บเงินก่อน เพื่อก่อร่างสร้างตัว เหมือนกับการก้าวขึ้นบันได ค่อย ๆ ขึ้นทีละก้าว ทีละก้าว และคิดว่าอะไรที่เป็นของเรา อย่างไรก็ต้องเป็นของเรา อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ทุกอย่างนั้นต้องทะเยอทะยานถึงจะได้มา อย่างได้รับค่าแรงวันละ 100 บาท แต่คุณกินวันละ 120 บาท อะไรก็ไม่เหลือ และต้องขยัน ซื่อสัตย์ด้วย”

             “สำหรับการคัดเลือกพนังงานของเรานั้น อย่างแรกคือเราจะไม่เอาคนต่างชาติ แต่เราจะเอาคนบ้านเรา เสร็จแล้วก็ฝึกฝนตั้งแต่เริ่มอย่างกะลาสี แล้วปรับขึ้นตำแหน่งให้ เดี๋ยวนี้คนงานหายาก อย่างวุฒิปริญญาตรีสมัยนี้จบแล้วทำอะไร ขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งคำพูดที่ว่าคนที่เรียนเก่งที่สุดไม่ประสบความสำเร็จนั้น อาจเพราะเป็นเวรกรรมของเขา ซึ่งเรียนเก่งแต่โง่ก็มีถมเถไป ทำอะไรไม่เป็น ทำงานไม่เป็น ซึ่งสมัยนี้ปริญญาแทบจะไม่สำคัญเท่ากับการทำงานเก่งได้ เพราะไม่มีปริญญาใบไหนการันตีว่าคุณทำงานเป็น ทำงานได้ แต่อยู่ที่ประสบการณ์มากกว่า”

             ทั้งนี้ ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องเรือล่มนั้น “ต้องบอกก่อนว่าคนที่ขับเรือลากจูงนั้นต้องมีประสบการณ์ และดูสภาพดินฟ้าอากาศก่อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร น้ำเชี่ยวไหม มีอะไรขวางไหม แรงส่งของเรือพอไหม ถ้าไม่พอต้องใช้เรือดันไหม ก่อนที่จะตัดสินใจขับเรือต่อไป”

             “ซึ่งคนรุ่นใหม่นั้นจริง ๆ แล้วไม่กตัญญูกับพ่อแม่ ชอบเถียงพ่อแม่ อันนี้สำคัญสุด เดี๋ยวนี้สอบไม่ผ่านก็ซ่อม สมัยก่อนเรียนไม่ผ่านซ้ำชั้น อย่างไปเรียนหนังสือเรียน 2 ทุ่มเลิก 4 ทุ่ม เช้า-บ่าย-ค่ำ ตอนนี้เด็กเสียผู้เสียคนหมด ผมถามว่าคนชั้นปัญญาชนติดยาเสพติดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดีเหรอ เพราะตามเพื่อน และเด็กสมัยนี้ทำอะไรก็ไม่เป็น เพราะเรียนมาแต่ทฤษฎี ปฏิบัติไม่ได้ ซึ่งเราต้องมีพื้นฐาน อย่างเช่นเครื่องมือช่าง ก็ต้องรู้บ้าง เด็กสมัยนี้ ม.6 ยังสู้เด็กสมัยก่อน ป.4 ยังไม่ได้เลย รวมทั้งเรื่องของกิริยามารยาทด้วย ต้องเคารพ เมื่อก่อนบอกว่ามีลูก 1 คนจนไป 10 ปี แต่สมัยนี้มีลูกคนหนึ่งจนไป 25 ปี” นายปรีชา กล่าวทิ้งท้าย






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 1072  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย