Business Focus
 
หน้าแรก >Interview > สาคร พูลสุข ผู้ชนะเลิศแว่นแก้ว ครั้งที่ 7
 
สาคร พูลสุข ผู้ชนะเลิศแว่นแก้ว ครั้งที่ 7
  www.mrthaijob.com  วันที่  5  พ.ย  2553
 

สาคร พูลสุข ผู้ชนะเลิศแว่นแก้ว ครั้งที่ 7วรรณกรรมเยาวชน เด็กต้องอ่านสนุก ได้ข้อคิด



            ‘นักเขียน’ ก็เหมือนกับศิลปินคนหนึ่งที่ฝากงานศิลปะให้คงอยู่กับโลก เปลี่ยนจากมือที่จับพู่กันเป็นจับปลายปากกา จารึกลงในแผ่นกระดาษแทนก้อนหินประติมากรรม เส้นสายลายเขียนเหล่านั้นนอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่มีทั้งเสียงหัวเราะ หยดน้ำตา และหยาดเลือด ในบท ในตัวละคร ที่สร้างสรรค์ออกมาร้อยพันเรื่องราวแล้ว ยังเป็นหน้าต่างสะท้อนความคิดและจิตใจของผู้เขียนอีกด้วย

             สาคร พูลสุข ถือเป็นอีกหนึ่ง ‘นักเขียน’ ผู้เก็บเกี่ยวสิ่งละอันพันละน้อย ค่อย ๆ เรียงร้อยตัวอักษรประกอบกันเป็นคำ บอกเล่าเรื่องราวชีวิต เพื่อให้ผู้อ่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่สะท้อนจากหน้ากระดาษแผ่นบาง ๆ เหล่านั้น ไปช่วยกล่อมเกลาจิตใจ เยียวยาความรู้สึก และเติมเต็มชีวิต

            หากจะกล่าวถึงสาคร พูลสุข คงต้องกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่เกิดที่ ต.พังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดสงขลากับนครศรีธรรมราช จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 รุ่นสุดท้าย จากโรงเรียนวัดปากระวะ และจบ ม.ศ.5 รุ่นสุดท้ายจากโรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ จากนั้นจึงศึกษาต่อปริญญาตรี สาขาบรรณารักษศาสตร์ ที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปัจจุบันรับราชการเป็นครูวิชาภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา โรงเรียนป่ากลางมิตรภาพที่ 166 อ.ปัว จ.น่าน

             เขียนเรื่องสั้นประกวดเรื่องแรก ‘สงครามครั้งใหม่’ ได้รับรางวัลเรื่องสั้นเดือนตุลาคม ช่วงปี พ.ศ. 2544-2545 เขียนนิยาย 2 เรื่อง คือ ล่ามและบ้านฟ้าผ่า เรื่องแรกได้รางวัลชมเชยรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ เรื่องหลังได้รางวัลชนะเลิศ พอปี พ.ศ. 2548 นิยายสำหรับเยาวชนเรื่อง ‘พับแพว เกมมหัศจรรย์’ เข้ารอบรางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ 2 และได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

            หลังจากนั้นผลงานได้ถูกสร้างสรรค์ออกมาเรื่อย ๆ และได้รางวัลการันตีฝีมือเป็นระยะ ๆ อาทิ นิยาย ‘รังเลือด’ ได้รับรางวัลนายอินทร์อวอร์ด พ.ศ. 2549 เรื่องสั้น ‘ความตายของพรานแมง’ ได้รับการประดับช่อการะเกด พ.ศ. 2551 ปี พ.ศ. 2553 นิยายเรื่อง ‘รอยแผลของสายพิณ’ ได้รับการตีพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ วรรณกรรมเยาวชน ‘เด็กชายธรรมดาในดินแดนแห่งเวทมนตร์’ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร์อวอร์ด และล่าสุดคว้ารางวัลชนะเลิศ รางวัลวรรณกรรมเยาวชน ประเภทนวนิยาย จากการประกวดวรรณกรรมเยาวชน รางวัล ‘แว่นแก้ว’ ครั้งที่ 7 ปี 2553 ด้วยผลงาน ‘โรงเรียนริมทะเล’

            ‘โรงเรียนริมทะเล’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำที่งดงามของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมทะเลสงขลา ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและวิชาการด้วยความรัก ความอบอุ่นจากครูและจากธรรมชาติที่สะอาดสดใส ซึ่งเขียนขึ้นจากชีวิตจริงวัยเด็กที่จังหวัดสงขลาของสาคร พูลสุข เอง บอกเล่าเรื่องราวผ่านการท่องเที่ยว เด็กชายกำพร้าที่อาศัยอยู่กับนมเปีย หมอตำแยชราผู้ทำคลอดให้แก่เด็ก ๆ ทั้งหมู่บ้าน และเพื่อน ๆ ร่วมชั้นที่โรงเรียนริมทะเล

           “ผมตั้งใจเขียนผลงานเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เปรียบเทียบชีวิตของเด็กยุคนี้กับเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่าแตกต่างกันอย่างไร อย่างเด็กเมื่อ 30 ปีก่อนแทบจะไม่ได้ดูโทรทัศน์ แต่เด็กในยุคนี้พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี จนแทบจะสำลักเทคโนโลยีอยู่แล้ว อยากให้เด็กยุคนี้ถามตัวเองว่าความสุขที่แท้จริงของตัวเองในยุคนี้กับความสุขของเด็กเมื่อ 30 ปีก่อนที่ใช้ชีวิตกันตามแบบวรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ อย่างไหนจะน่าสนุกกว่ากัน อย่างไหนน่าจะมีคุณค่ามากกว่ากัน

             ผู้อ่านจะได้เก็บเกี่ยวเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน ความสำคัญของคำว่ามิตรภาพ ตัวละครที่สร้างขึ้นมาไม่ได้มีใครเด่นกว่าใคร แม้แต่ตัวเอกก็ไม่ได้เด่นกว่าตัวละครอื่น อาจจะมีบางบทบางตอน แล้วแต่ว่าบทไหนใครเด่นกว่า ถ้าถึงจังหวะที่เพื่อนของตัวเอกเด่นก็ให้เขาเด่น ไม่อยากให้มีฮีโร่ที่เก่งอยู่คนเดียว เพื่อน ๆ ไม่ค่อยเก่ง จึงสร้างตัวละครให้มีความเท่าเทียมกัน ผลัดกันเด่น แล้วแต่ว่าใครจะเด่นตอนไหน บทไหน ตามแต่ละเหตุการณ์ เด็ก ๆ จะได้สนุกสนานไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์ที่หน้าตีก้น และน่าได้รับรางวัล”

            นอกจากวรรณกรรมเยาวชนแล้ว สาคร พูนสุข ยังเคยเขียนงานมาหลากหลายแนว เพราะวัตถุดิบที่อยู่ในหัว พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำหมึกไหลลงสู่ปากกาอยู่แล้ว

            “ผมผ่านงานเขียนมาหลากหลายแนว จะเขียนแนวไหนก็ต้องศึกษาก่อนว่าจะเขียนให้คนกลุ่มไหนอ่าน อย่างการเขียนเรื่องสั้นจะต้องทีเดียวอยู่หมัด แต่นิยายจะสามารถไปได้เรื่อย ๆ หลาย ๆ ยกได้ บางยกก็จืด บางยกก็สนุกได้ ส่วนวรรณกรรมเยาวชน หลักการเขียนก็คือ ต้องเขียนแล้วเด็กอ่านสนุก พร้อมกับได้ข้อคิดไปด้วย การเขียนวรรณกรรมเยาวชน ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องคิดว่าตัวเองเป็นเด็ก สำหรับผมจะนำประสบการณ์ในวัยเด็กมาเขียน คิดว่าเด็กน่าจะชอบเรื่องนั้น เรื่องนี้ แล้วใช้วิธีการเขียน หรือสำนวนภาษาที่ดูเป็นธรรมชาติ เด็กก็จะอ่านสนุกไปพร้อมกับได้ข้อคิดไปด้วย ‘โรงเรียนริมทะเล’ จริง ๆ แล้วใช้เวลาเขียนไม่นาน คือประมาณ 1 เดือน แต่กว่าจะได้เขียนต้องใช้เวลาในการประมวลข้อมูลให้ลงตัวว่าควรจะเขียนอะไรบ้าง ละเว้นอะไรบ้าง ก่อนลงมือเขียน

            อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับวรรณกรรมเยาวชนคือ จะต้องระมัดระวังในบางเรื่อง เนื่องจากบางเรื่องถ้าเด็กไม่มีพื้นฐานจริง ๆ จะไขว้เขวไปในเรื่องอื่นได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างวรรณกรรมเยาวชนของไทยกับต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าวรรณกรรม เยาวชนของไทยจะยังเกร็ง ๆ อยู่ในการเขียนถึงบางเรื่อง ยังเกร็ง ๆ ว่าเด็กจะรู้เรื่องหรือเปล่า หรือจะเหมาะกับเด็กหรือเปล่า แต่ถ้าสามารถก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ก็อาจจะได้วรรณกรรมเยาวชนอีกแนวหนึ่งที่พูดอะไรตรง ๆ ผมคิดว่าเด็กก็สมควรที่จะมีสิทธิรับข้อมูลตรง ๆ แบบนี้ด้วย”

             เส้นทางนักเขียนของสาคร พูนสุข นั้นเริ่มต้นด้วยการสะสมอย่างสร้างสรรค์ สร้างคลังแห่งความคิดด้วยความหลงใหลในการ ‘อ่าน’ จนตัวอักษรที่เรียงร้อยอยู่ในความคิดอยากที่จะออกมาโลดแล่นบ้าง

           “ผมชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่ประถม อ่านทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หรือนิยายเล่มละ 5 บาท พอโตขึ้นก็เริ่มอ่านนิยายประเภทความรัก นิยายแปล พอเข้าเรียนวิทยาลัยครูก็เริ่มหันมาอ่านนิยายคลาสสิค แล้วก็กลายมาเป็นอ่านทุกอย่าง ทั้งบทกวี เรื่องสั้น บทความเกี่ยวกับดนตรี เกี่ยวกับหนัง

            เมื่ออ่านมาก ๆ แล้วก็อยากจะเขียนสิ่งที่ตัวเองคิดบ้าง จึงเริ่มเขียนมาตั้งแต่เรียนวิทยาลัยครู ตอนอยู่ปี 3 มีการประกวด ก็เขียนส่งไปได้รางวัลมา 500 บาท หลังจากนั้นประมาณปี 2532 ก็เขียนเรื่อง ‘สงครามครั้งใหม่’ ได้รางวัลประกวดเรื่องสั้นเดือนตุลาคมของสยามรัฐ หลังจากนั้นก็หยุดเขียนไปกว่า 10 ปี กลับมาเขียนอีกครั้งตอนประกวดรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ปี 2544-2545 จากนิยายเรื่อง ‘ล่าม’ ได้รางวัลชมเชย และเรื่อง ‘บ้านฟ้าผ่า’ ได้รางวัลชนะเลิศ ก่อนจะเข้ารอบรางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ 2 จากเรื่อง ‘พับแพว เกมมหัศจรรย์’ รางวัลนายอินทร์อวอร์ด พ.ศ. 2549 จากนิยายเรื่อง ‘รังเลือด’ เรื่องสั้น ‘ความตายของพรานแมง’ ได้รับการประดับช่อการะเกด พ.ศ. 2551 ส่วนปี 2553 นิยายเรื่อง ‘รอยแผลของสายพิณ’ ได้รับการตีพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ วรรณกรรมเยาวชน ‘เด็กชายธรรมดาในดินแดนแห่งเวทมนตร์’ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร์อวอร์ด และล่าสุด ‘โรงเรียนริมทะเล’ ได้รับรางวัลชนะเลิศแว่นแก้ว ครั้งที่ 7 ปัจจุบันผมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา โรงเรียนป่ากลางมิตรภาพที่ 166 อ.ปัว จ.น่าน”

            ‘นักเขียน’ ก็เหมือนกับเป็น ‘กุ๊ก’ ที่ปรุงแต่งตัวอักษรให้มีรสชาติ จะหวาน จะขม ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและเครื่องปรุงของแต่ละคน สำหรับสาคร วัตถุดิบและเครื่องปรุงคือเรื่องราวใกล้ ๆ ตัว

           “โครงเรื่องส่วนใหญ่ที่นำมาเขียนก็จะเป็นเรื่องราวรอบ ๆ ตัว ทั้งเรื่องราวตอนเด็ก เรื่องราวของคนใกล้ตัว เรื่องของครอบครัว ทุกอย่างที่เข้ามากระทบกับความรู้สึกจะนำมาเขียนได้ทั้งหมด หรือนำแนวคิดจากการอ่านนิยายบางเรื่อง จากวิถีชีวิต จากตัวละครบางตัว ซึ่งให้บทเรียนชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครนั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนหนังสือ หรือบางครั้งคิดอะไรไม่ออกก็เปิดทีวีดู หรือดูหนังบ้าง ซึ่งการดูหนังก็ได้อารมณ์ช่วยในการเขียนหนังสือมากเหมือนกัน

              ผมถือคติว่าการเขียนนิยายสักเล่มต้องทำให้ผู้อ่านอ่านต่อให้ได้ ถ้าดึงผู้อ่านไว้หน้าต่อหน้า บรรทัดต่อบรรทัดได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ สำหรับผลงานของผมเอง ผมยังไม่พอใจ ทุกเล่มยังมีจุดบกพร่อง ถ้าวัดความพอใจของตัวเองวัดได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น

             การเขียนหนังสือของผมไม่ได้ยึดเป็นอาชีพ แต่จะเขียนตามที่โอกาสจะอำนวย แต่ละเรื่องจะสะท้อนตัวตนของผมพอสมควร รวมทั้งสะท้อนคนรอบข้างที่ได้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ให้ความสำคัญเท่ากันหมด เพราะแต่ละคนก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน”

            สาคร กล่าวทิ้งท้ายว่า “วงการวรรณกรรมเยาวชนของไทยในปัจจุบัน สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ผลิตวรรณกรรมเยาวชนที่ค่อนข้างมีคุณภาพออกมามากมาย แต่ตลาดในไทยยังแคบอยู่เฉพาะเด็กที่มีรายได้มาซื้อหนังสือ ส่วนเด็กในต่างจังหวัดที่ยังต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ จะให้มาซื้อหนังสือราคา 100-200 บาทก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าทางโรงเรียนจะเตรียมหนังสือเหล่านี้ไว้ในห้องสมุด รวมทั้งรัฐบาลส่งเสริมให้มีการอ่านมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบปริมาณแล้วก็ถือว่ายังน้อยอยู่ จึงอยากให้ทุกคนที่อยู่ในวงการหนังสือ วงการศึกษา ช่วยกันผลักดันและส่งเสริมให้เด็กไทยได้อ่านหนังสือ โดยเฉพาะวรรณกรรมเยาวชนมากขึ้น

            สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ที่อยากจะเดินมาทางสายนี้ ปัจจุบันวงการหนังสือของไทยดีขึ้นมาก เพราะว่ามีเวทีให้แสดงออกมากขึ้น เมื่อมีเวที มีที่เผยแพร่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักเขียนเองแล้วว่าจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ หรือมีคุณภาพดีแค่ไหน เมื่อจับกลุ่มตลาดหนังสือเมืองไทยที่มีหลากหลายแนวได้ก็น่าจะสามารถเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ สิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักเขียนคือต้องอ่านมาก ๆ อ่านเสร็จแล้วมาเขียน แล้วนำสิ่งที่เขียนมาอ่าน ถ้าชอบก็พอที่จะเป็นนักเขียนได้”






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 1624  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 

ความคิดเห็นที่ 1


คุณ สาคร ยอดเยี่ยมมากครับ ผมอ่านเรื่อง โรงเรียนริมทะเลแล้ว รู้สึกประทับใจแบบบอกไม่ถูก ขอบคุณมากนะคับที่สร้างสรรค์ผลงานดีดีแบบนี้สู่สังคม

โดย : ANUWAT    2010-11-21 11:06:28

ความคิดเห็นที่ 2


โดย : 9+59+    2010-11-17 17:35:20

ความคิดเห็นที่ 3


โดย : /455    2010-11-17 17:34:46

ความคิดเห็นที่ 4


โดย : /455    2010-11-17 17:34:15


ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์