Business Focus
 
หน้าแรก >Interview > ชีวิตนี้ ‘เรียน’ ได้ตลอดชีพ...
 
ชีวิตนี้ ‘เรียน’ ได้ตลอดชีพ...
  www.mrthaijob.com  วันที่  25  ส.ค  2553
 

ชีวิตนี้  ‘เรียน’  ได้ตลอดชีพ...  พิมพ์นิภา มนตรีอาภรณ์ มหาบัณฑิต วัย 72



           อายุ...ไม่ใช่เรื่องสำคัญในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ความพยายามว่าเราจะมีมากน้อยแค่ไหนมากกว่า  จากสำนวนไทยที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’  ยังใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งเรื่องของการศึกษาเล่าเรียนก็ตามที่ผ่านมาคงเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่ามีคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เดินทางไปเรียนหนังสือกับลูก ๆ หลาน ๆ สร้างความฮือฮาให้สื่อหลายต่อหลายสื่อไปทำข่าว หารู้ไม่ว่าในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปรกติมาก

         เนื่องจากผู้สูงอายุในสังคมไทยนั้นโชคร้ายอยู่อย่างหนึ่ง คือ แก่แล้วแก่เลย เพราะประเพณีไทยตีกรอบให้ผู้ใหญ่วัยทองทั้งหลายต้องประพฤติตนเป็นวัตถุโบราณตั้งอยู่บนหิ้งบูชา มีไว้ให้ลูกหลานเคารพกราบไหว้ หรือไม่ก็ให้เลี้ยงหลานอยู่กับบ้านเท่านั้น  เพราะสังคมไทยถือว่าผู้สูงอายุไม่มีความต้องการอะไรเป็นของตัวเองอีกแล้ว ชีวิตที่เหลือจึงมีไว้อุทิศให้ลูกหลาน มิได้มีไว้สำหรับตัวเอง

          วัฒนธรรมการแบ่งแยกวัยวุฒิของสังคมไทยจึงเป็นประตูปิดกั้นมิให้ผู้สูงอายุสามารถทำตัวเป็นตัวของตัวเองได้ บางคนที่อยากทำในสิ่งที่ต้องการทำมาทั้งชีวิต เช่น เรียนเต้นรำ ก็ทำไม่ได้เพราะเกรงจะถูกมองว่าทำตัวไม่เหมาะสมกับวัย

           แต่ด้วยความพยายามของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ให้แก่วัยวุฒิ โดยเธอเชื่อมั่นว่า  ‘การเรียนรู้’  มีได้ตลอดชีวิตไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม  ถ้าหากมีความตั้งใจและพยายามทุกคนก็จะให้การยอมรับ  ที่สำคัญ ‘เธอ’ หรืออาจเรียกว่า ‘คุณยาย’  สำหรับหลายคนทีเดียวมั่นใจว่าสิ่งที่เรียนรู้จะไม่เสียเปล่าอย่างแน่นอน.....เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้เพิ่มเติมคือการถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นหลังแบบไม่ยั้งในบทบาทของ ‘อาจารย์พิเศษ’  ด้านดนตรี นั่นเอง

           แม่จิ๋ว-พิมพ์นิภา มนตรีอาภรณ์ หรือประเสริฐศรี  จันทน์อาภรณ์  อดีตนักร้องวง ‘วายุบุตร’ เจ้าของฉายา ‘นักร้อง 20 ภาษา’ ยุคต้น ๆ เคยบันทึกแผ่นเสียงเพลง ‘เสี้ยนหัวใจ’ ในนามของ ‘สหมิตรดนตรีจำกัด’ ประสบความสำเร็จจากการร้องเพลงโชว์ทั้งในและต่างประเทศ  ด้วยการร้องเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย พร้อมรีวิวประกอบที่มีลักษณะเฉพาะตัว ปัจจุบันยังคงร้องเพลงอยู่หลายแห่ง รวมทั้งเป็นครูสอนร้องเพลงตามสถาบันทางการดนตรี มีลูกศิษย์มากมายหลายรุ่น มีคอนเสิร์ตที่จัดเองเพื่อการกุศลบ้าง รับเชิญในคอนเสิร์ตต่าง ๆ ของเพื่อนพ้องในวงการบ้าง  อีกทั้งยังรับเชิญแสดงในละครโทรทัศน์กับถ่ายโฆษณาที่ผ่านตาผู้ชมบ้าง

           ชื่อของประเสริฐศรี จันทน์อาภรณ์ (แม่จิ๋ว) จะไม่โดดเด่นเลยหากเราไม่ทราบว่าปัจจุบันอายุของแม่จิ๋วคือ 72 ปี แต่มีประวัติการศึกษาที่น่าสนใจมากในฐานะนักศึกษาปริญญาโท  คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งล่าสุดสอบผ่านเรียบร้อยแล้ว และจะรับปริญญาในเดือนธันวาคม 2553 นี้ และหลังจากจบปริญญาโทแล้วแม่จิ๋วตั้งใจไว้ว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้วย  (ถ้าโอกาสอำนวย)

           ด้านการศึกษาใช่ว่าจะน่าสนใจเฉพาะปัจจุบัน แต่จากประวัติที่เราได้พูดคุยกับแม่จิ๋วทำให้เราต้องซักถามถึงเหตุผลของการหันเหเส้นทางการศึกษาจากพนักงานออฟฟิศสู่อาชีพการร้องเพลง กระทั่งตัดสินใจเรียนต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องกับดนตรีอย่างจริงจังที่แม้แต่อายุก็ไม่เป็นอุปสรรค

           การศึกษาที่ผ่านมาของแม่จิ๋วตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาแม่จิ๋วเรียนที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ชั้นมัธยมศึกษา เรียนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพฯ ระดับอาชีวศึกษา เรียนที่วิทยาลัยบพิตรพิมุข จักรวรรดิ (แผนกภาษาต่างประเทศ) สำหรับในระดับมหาวิทยาลัยปี 1-2 เรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณะบัญชี) จากนั้นได้ไปศึกษาที่  Philippine Women’s University-Manila, PI  (คณะอักษรศาสตร์ B.A.) และจบปริญญาที่ 2 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม คณะครุศาสตร์  เอกเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ เมื่อปี พ.ศ. 2549  (ค.บ.-B.Ed.)

           สำหรับการทำงาน  เคยทำงานที่สถานทูตตุรกี ในตำแหน่ง Social Secretary ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในตำแหน่ง Chief of Lady Section และทำงานที่บริษัท ยอร์ชเค้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ตำแหน่ง Credit Control Supervisor

           ปัจจุบันแม่จิ๋วเป็นครูสอนร้องเพลงในนามของสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย และสมาคมนักเรียนเก่าบพิตรพิมุขฯ และในนามส่วนตัวให้หน่วยราชการ องค์กร สโมสรหลายแห่งรวมถึงกรมราชทัณฑ์ทั้งเรือนจำชายและหญิง ช่วยงานการกุศลต่าง ๆ ทั้งคอนเสิร์ตการกุศลมากมาย รวมทั้งช่วยงานกาชาดติดต่อกันมากว่า 20 ปี และยังคงร้องเพลงเป็นประจำติดต่อกันมาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบันนี้ยังร้องประจำที่ Mayfair Exclusive Member Club โดยสามารถร้องได้ 20 ภาษา

           ในส่วนของผลงานด้านการแสดง หลายคนคงคุ้นกับพรีเซ็นเตอร์หนังโฆษณาของบริษัทน้ำมันเชลล์ในนาม  ‘คุณนายสะอาด’ ส่วนงานละครก็มีให้เห็นทั้งช่อง 3 ช่อง 7

         เนื่องจากเริ่มชีวิตการร้องเพลงมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเป็นนักร้องประจำวงดนตรี ‘วายุบุตร’  ของกองสลากฯ ตั้งแต่เป็นนักเรียนอาชีวศึกษาและมีอัลบั้มเพลงไทยสากล 4-5 ชุด ผลงานเพลงเด่นคือเพลงมาร์ชต่าง ๆ เคยชนะประกวดร้องเพลงสากลในรายการ ‘The Big Show’ ทางทีวีสีช่อง 11 ที่มนิลา, ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับเชิญจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในนามของชมรมนักร้องแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักเขียนของทั้ง 2 ประเทศ และได้รับเชิญไปร้องเพลงที่สหรัฐอเมริการวม 5 ครั้ง (ที่ L.A. San Francisco,  Chicago และ Washington D.C.)

          เมื่อมีโอกาสได้เจอแม่จิ๋วผู้ใฝ่รู้ทางด้านการศึกษา เราก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตบางส่วนที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แม่จิ๋วลุกขึ้นมาเรียนอย่างจริงจังในอายุที่ค่อนข้างมาก  ซึ่งแม่จิ๋วเองก็ยินดีที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เราฟัง...

          “ที่ผ่านมาเคยทำงานบริษัท เป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายโฆษณาและเล่นละครทางโทรทัศน์มาหลายเรื่อง แต่ด้วยความรักในอาชีพการร้องเพลงมากจนตัดสินใจยึดเป็นอาชีพมาหลายสิบปีกระทั่งเลยวัยเกษียณ แต่ด้วยปัจจุบันหาที่ร้องเพลงยากขึ้น ประกอบกับสมัยนี้ร้านอาหารหรือสถานที่บันเทิงต่าง ๆ ใช้คาราโอเกะเปิดให้คนทั่วไปร้องไม่ต้องจ้างนักร้อง วิธีอยู่รอดของเราคือการผันตัวเองมาเป็นครูสอนร้องเพลง ในขณะนั้น ครูอ้วน (มณีนุช  เสมรสุต) เปิดโรงเรียนสอนขับร้อง และต้องการครูสอนมาช่วยหลายคน โดยได้ช่วยอบรมการเป็นครูสอนร้องเพลงให้ สอนอยู่พักใหญ่ วันหนึ่งไปได้ยินบางคนพูดว่ามาเป็นครูสอนพวกเขา เรียนจบทางครู (ครุศาสตร์) มาหรือเปล่า จากวันนั้นทำให้เกิดมุมานะขึ้นมาโดยเริ่มจากการไปสมัครเรียนต่อ  ค.บ. เอกเทคโนโลยีการศึกษา ที่มหาวิทยาลัยจันทรเกษม ใช้เวลาแค่ 2 ปี (เพราะเคยจบจากฟิลิปปินส์มา 1 ปริญญาแล้ว) ซึ่งก็สำเร็จการศึกษาเมื่ออายุ 69 ปี ในปี พ.ศ. 2549 จากนั้นด้วยความที่ชอบเรียน เพราะคิดว่า การใช้สมองคิดและทำอะไรตลอดเวลาจะไม่ทำให้เป็นคนขี้หลงขี้ลืม (อัลไซเมอร์)

            มีอาจารย์หลายท่านแนะนำมาว่าถ้าชอบทางดนตรีและเป็นอาชีพของเราแล้วก็ควรเรียนต่อทางดุริยางคศิลป์ แต่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ บางแห่งไม่ได้เปิดรับทุกปี บางแห่งอยู่ไกลเกินไป (เช่นที่ ม.มหิดล) จึงเว้นไปประมาณ 1 ปี เผอิญทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มา 2 ปี มีเฉพาะปริญญาโท และในปี พ.ศ. 2550 ได้เปิดรับนักศึกษาปริญญาเอกเป็นปีแรกโดยเปิดสอนในกรุงเทพฯ ที่ศูนย์วัฒนธรรมช่วงวีคเอนด์ ทุกเสาร์-อาทิตย์ คุณโฉมฉาย อรุณฉาน เป็นผู้หนึ่งที่เข้าเรียนปริญญาเอก ได้นำเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะรับสอนปริญญาโทพร้อมกันมาบอก ปรากฏว่ามีผู้เรียนปริญญาเอกประมาณ 30 คน แต่ปริญญาโทมีแค่ 4 คน และแม่ก็เป็นคนเดียวที่เป็นผู้หญิงและมีอายุมากที่สุดของรุ่น” 

            ด้วยความพยายามและเรียนอย่างตั้งใจ แม้ในการทำวิทยานิพนธ์ แม่จิ๋วก็รวบรวมและพิมพ์เองตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย แม้แต่การทำบทคัดย่อ (Abstract) ก็ได้ทำด้วยตัวเอง  รวมทั้งคัดสรรโน้ตเพลงต่าง ๆ รวม 15 เพลงของดาวใจ ไพจิตร เพื่อนำมาวิเคราะห์ เพราะทำเรื่อง ‘ชีวิตและผลงานของศิลปินนักร้อง ดาวใจ ไพจิตร’ และผ่านการสอบขั้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว รอเพียงทำเล่มและรับปริญญาในเดือนธันวาคม 2553 นี้ ด้วยอายุ 72 ปี

          โดยหลังจากจบปริญญาโทแล้วแม่จิ๋วตั้งใจไว้ว่า “ตั้งใจว่าจะเรียนต่อปริญญาเอก (ถ้าโอกาสอำนวย)  ก็น่าจะใช้เวลา 3-5 ปี อายุก็จะประมาณ 75-77 ปี แม่ว่าก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเป็นครูสอนที่มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งคณบดีคณะดุริยางคศิลป์ คือ รศ.ดร. สุพรรณี เหลือบุญชู เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และหัวก้าวหน้าทางศิลปะและดนตรี  โดยคิดจะไปช่วยท่านทำให้คณะนี้มีชื่อเสียงโด่งดังขั้นแนวหน้าทางดุริยางคศิลป์ของประเทศไทย  หรืออาจจะสอนในมหาวิทยาลัยทางดุริยางคศิลป์อื่น ๆ โดยเฉพาะด้านการร้องเพลง เพื่อให้เยาวชนได้เห็นตัวอย่างที่ดีและถูกต้องอย่างมีสุนทรียภาพต่อไป” แม่จิ๋วเล่าอย่างมีความสุขเพราะสิ่งที่ทำคือสิ่งที่แม่รัก

           ทำงานทางสังคม การเรียน และบทบาทของครู แน่นอนเรื่องเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ... “สำหรับแม่เวลาไม่เป็นอุปสรรคนะ คนเราทั้งชีวิตมีเวลาเยอะแยะ มีเวลาที่จะทำอะไรหลาย  ๆ อย่าง อยู่ที่ว่าเราเองต่างหากที่จะทำมันไหม ทุกอย่างไม่ยากหรอกเพียงแค่เราตั้งใจ”

           อายุกับการเรียนรู้... “ไม่เลยค่ะ แม่ไม่เคยคิดว่าแม่มีปมด้อยเพราะแม่ก็รู้บางอย่างที่เขา (เพื่อนร่วมชั้น)ไม่รู้ เขาก็รู้บางอย่างที่เราไม่รู้ มันเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันมากกว่า  อย่างวิชาวิจัยแม่ยอมรับว่าแม่ไม่ถนัดการคำนวณ  แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษที่แม่ได้ A มาตลอด พวกเขาก็จะมาถามแม่ อย่างที่บอกมันเหมือนเป็นการพึ่งพาอาศัยกันมากกว่า เราเลยคิดว่าไม่ได้เป็นภาระใครถึงแม้เราจะอายุมากก็ตาม”

           ในฐานะครูสอนร้องเพลง  “ในฐานะครู คือแม่จะเป็นคนที่สอนแล้วให้หมด เราสอนเรื่องร้องเพลงมีอะไรเราก็ให้ไปหมด แม่เองคิดว่าเขาได้ไปหมดยิ่งดี ถ้าเขาเรียนรู้แล้วเขาอยากไปก็ไป ยิ่งเขาไปได้ดีก็แปลว่าเราสอนเก่ง เราสอนให้เขาเก่งกว่าเราคือเราเก่ง แต่ถ้าเราสอนแล้วเขาไม่เก่งก็เสียมาถึงเราจริงไหม

           แม่บอกลูกศิษย์ตลอดเวลาเขาไม่ยอมที่จะจำ แม่บอกพวกเขาตลอดว่าก่อนที่จะร้องเพลงต้องจำเนื้อเพลงให้ได้ ไม่ใช่มาคิดว่าฉันอายุมากแล้ว โน่น นี่ นั่น อ้างไปหลายเรื่องราว เพราะพอมาถามอายุกันจริง ๆ พวกเขายังอายุน้อยกว่าแม่อีก แม่บอกลูกศิษย์เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่ไกลเกินฝัน หากเราตั้งใจจริง”

           ความสำคัญของการเรียนของ ‘แม่จิ๋ว’ “เกิดมาเป็นคนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันจบสิ้น ยังมีองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เราต้องแสวงหาตลอดเวลา มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา  ถ้าเราไปไม่ถึงตรงนั้นเราก็สู้ใครไม่ได้ อย่างผู้ใหญ่บางคนจะไม่ยอมหัดคอมพิวเตอร์ อ้างว่าตัวเองแก่แล้วให้เด็กทำดีกว่า แล้วเมื่อไรเราจะทำเป็น ยิ่งถ้าเด็กเขาหลอกเราละเราควรจะรู้ไว้บ้างเวลาใครเขาพูดถึงคอมพิวเตอร์ เราจะได้ Up to Dateได้ทัน

           การเรียนรู้จะต้องเรียนไปตลอดชีวิต แม่เองไม่เคยคิดที่จะหยุดเรียนรู้เลยนะ กะว่าถ้าเรียนจบปริญญาเอกยังจะต้องไปต่อเรื่อย ๆ อาจจะไม่ใช่ปริญญาเอก แต่อาจจะเป็นวิชาแขนงอื่น ๆ เคยคิดเอาไว้ว่าอยากจะเรียนมิวสิคเธอราพี เพราะมันช่วยเรื่องอารมณ์และสุขภาพ เพราะเราอายุมากมันช่วยได้เยอะ”

           “การศึกษาไม่มีวันจบสิ้น เรียนไปเถอะค่ะ ถ้าใครมีโอกาสได้เรียนแม่ก็อยากให้เรียนไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องห่วงว่าอายุจะแค่ไหนเพราะการที่เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาจะทำให้สมองของเราดีขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนการลับมีด ถ้าเราลับอยู่ตลอดก็จะคมอยู่เรื่อย ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้ก็จะขึ้นสนิม การเรียนรู้ไม่มีวันเสียเปล่าจะเด็กจะแก่ก็ไม่แย่หากรู้จักศึกษาหาความรู้” แม่จิ๋วกล่าวทิ้งท้าย







หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 1353  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 

ความคิดเห็นที่ 1


ท่านเป็นบุคคลที่ควรยกย่องอย่างยิ่ง ความเป็นตัวอย่างในการทำงานของท่าน น่าเชิดชูและเอาเป็นตัวอย่างมากครับ

โดย : pradit1940@gmail.com    2012-07-02 15:28:33


ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์