Business Focus
 
หน้าแรก >โฟกัสแรงงาน > สปส. เลื่อน/ขยายส่งเงินสมทบ
 
สปส. เลื่อน/ขยายส่งเงินสมทบ
  www.mrthaijob.com  วันที่  21  พ.ค  2553
 

สปส. เลื่อน/ขยายส่งเงินสมทบที่ได้รับผลกระทบจากชุมนุมในเขตปทุมวัน



          สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เห็นใจนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 39 ในเขตพื้นที่ปทุมวัน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ประกาศขยายหรือเลื่อนเวลาการนำส่งเงินสมทบเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2553 ได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 

        
เนื่องจากได้เกิดสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของสถานประกอบการในท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ตระหนัก และให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่นายจ้างและผู้ประกันตนในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 สำนักงานประกันสังคมจึงออกประกาศการขยาย หรือเลื่อนกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของสถานประกอบการและผู้ประกันตน ดังต่อไปนี้

         
1. ให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้างที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม สำหรับงวดการจ่ายค่าจ้าง (ประจำเดือนมีนาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2553) โดยให้นำส่งเงินสมทบได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 

        
2. ให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในส่วนของผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ที่มีภูมิลำเนาหรือทำงานอยู่ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับเงินสมทบ (ประจำเดือนมีนาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2553) โดยให้นำส่งเงินสมทบได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553

        
3. สำหรับการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนของนายจ้างที่มีสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบ งวดที่ 1/2553 (เดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2553) และงวดที่ 2/2553 (เดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2553) ให้นำส่งเงินสมทบได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เช่นกัน

        
หากนายจ้าง ผู้ประกันตน มีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่ท่านสะดวก หรือ โทร. 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th


สปส. เผยยอดจ่ายกรณีสงเคราะห์บุตรประจำ ก.พ. 53
กว่า 475 ล้านบาท


          สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เผยยอดการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์ บุตร ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากว่า 475 ล้านบาท ยอดผู้ประกันตนใช้สิทธิ 1.1 ล้านราย แจ้งผู้ประกันตนขอรับสิทธิประโยชน์ผ่านบัญชีเงินฝากออมทรัพย์

        
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้มีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรให้แก่ผู้ประกันตนที่มีบุตรอยู่ในช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปี โดยผู้ประกันตนจะต้องมีการนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ทั้งนี้ การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีดังกล่าว ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิเบิกเงินสงเคราะห์บุตรได้คราวละไม่เกิน 2 คน ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 มีผู้ประกันตนทั่วประเทศยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีดังกล่าวจำนวนมากถึง 1,139,176 ราย โดยสำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงิน 475,813,400 บาท 

        
สำหรับผู้ประกันตนที่ประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร สามารถยื่นหลักฐานได้ที่ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ ซึ่งหากเป็นการใช้สิทธิของผู้ประกันตนหญิง จะต้องยื่น สปส. 2-01 พร้อมแนบหลักฐานประกอบ ได้แก่ 

        
- สูติบัตรตัวจริงของบุตรพร้อมสำเนา (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) 

        
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาสมุดบัญชีธนาคารออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขบัญชีของผู้ประกันตนของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารไทยธนาคารเดิม) 

        
หากใช้สิทธิของผู้ประกันตนชาย จะต้องเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยจะต้องแนบหลักฐานข้างต้นเหมือนกับการใช้สิทธิของผู้ประกันตนหญิง แต่จะต้องมีหลักฐานเพิ่มอีกอย่างหนึ่งคือ สำเนาทะเบียนสมรส หรือหนังสือรับรองบุตร (กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส) และเพื่อความสะดวกในการรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรของผู้ประกันตน ทางสำนักงานประกันสังคมจะโอนเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ของผู้ประกันตน 

        
หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่ท่านสะดวก หรือ โทร. 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th


รมว.แรงงาน แจงภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก
ด้านเทคโนโลยีสูงขึ้น



          รมว.แรงงาน แจงภาพรวม ศก.ไทยในปัจจุบัน การลงทุนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงดีดตัวสูงขึ้นในไตรมาส 1/2553 แต่หวั่นสถานการณ์การเมืองส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักธุรกิจลดต่ำลงในระยะ 3 เดือนหน้า เห็นผลจากการที่คนไทยหนีไปเที่ยวนอก ประจวบกับค่าบาทแข็งค่าขึ้น

        
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลกับคนไทยว่า ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2553 (มกราคม-มีนาคม) มีทิศทางที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 7.7 (เทียบกับร้อยละ 2.3 ในไตรมาส 4/2552) การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 18.2 (เร่งจากที่หดตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 4/2552) 

        
ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกขยายตัวสูงร้อยละ 30.8 และร้อยละ 32.0 ตามลำดับ (เป็น 2 เท่าจากที่ขยายตัวร้อยละ 14.2 และร้อยละ 12.2 ในไตรมาส 4/2552 ตามลำดับ) ทั้งนี้ จากโมเมนตัมของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นดังกล่าว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้สูงกว่ากรอบประมาณการเดิมที่มองไว้ร้อยละ 8.0-9.0 (YoY) ในไตรมาส 1/2553 ซึ่งดีขึ้นเมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาส 4/2552 

        
โดยขยายตัวจากไตรมาสก่อนทั้งด้านการใช้จ่ายและการผลิต โดยการบริโภคภาคเอกชนมีระดับสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาห กรรมการส่งออก สำหรับภาคการส่งออกและการผลิตขยายตัวสูง โดยเฉพาะในหมวดที่ใช้เทคโนโลยีสูง

        
อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2553 จะเป็นบวก แต่ปัจจัยการเมืองในช่วงเดือนเมษายน 2553 ก็กลับส่งผลที่คาดว่าจะกระทบต่อการใช้จ่าย บรรยากาศของการลงทุนภายในประเทศ และภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งอาจทำให้เส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มสะดุดลงในช่วงไตรมาสที่ 2/2553 แม้ว่าแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกจะยังคงทำหน้าที่ได้ดีก็ตาม 

        
ซึ่งจะเห็นได้จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของนักธุรกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้าลดลงจากความกังวลในสถานการณ์การเมือง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเนื่องจากคนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่หากแนวทางปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อของนายกรัฐมนตรีเป็นรูปธรรม ประกอบเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น จะส่งผลให้คนไทยมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคตมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคของคนไทยเพิ่มขึ้นในปลายไตรมาส 2 และครึ่งหลังปี 2553 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2553) หากไม่มีวาระแทรกซ้อนจากภาวะทางการเมืองภายในประเทศอีก




 






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 468  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย