Business Focus
 
หน้าแรก >โฟกัสแรงงาน > ก.แรงงาน จับมือ ก.ต่างประเทศ
 
ก.แรงงาน จับมือ ก.ต่างประเทศ
  www.mrthaijob.com  วันที่  18  ม.ค  2553
 

ก.แรงงาน จับมือ ก.ต่างประเทศ เล็งเปิดตลาดแอฟริกาตอนบน



             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เกียรติต้อนรับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะ เพื่อร่วมเสวนาพิจารณาเพื่อเป็นการบูรณาการประสานความร่วมมือการส่งเสริมและขยายตลาดแรงงานในภูมิภาคแอฟริกาตอนบน เตรียมพิจารณาปรับโครงสร้างสำนักงานแรงงานในต่างประเทศพร้อมรองรับภารกิจนี้ให้เหมาะสมตามสภาพเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

             
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก กระทรวงแรงงานจึงต้องมีการดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้ โดยจัดตั้งสำนักงานแรงงาน จำนวน 13 แห่งใน 11 ประเทศ มีแรง งานอยู่ในการดูแลจำนวน 587,284 คน มีอัตรากำลังปฏิบัติภารกิจต่าง ประเทศ เป็นข้าราชการ 23 คน ลูกจ้าง 41 คน (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2552)

            
สำหรับการประสานงานของ 2 กระทรวงดังกล่าวนี้ สืบเนื่องมาจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 11-20 ธันวาคม 2552 ทำให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงด้านศักยภาพและแนวโน้ม ต่าง ๆ ในข้อมูลความต้องการตลาดแรงงานไทยในภูมิภาคแอฟริกาตอนบน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบีย ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาประเทศ มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างสาธารณูป โภคพื้นฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง น้ำมัน และก๊าซ มีความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมากในตำแหน่งช่างต่าง ๆ ในปี 2553 ต้องการแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 5,000 คน และยังขาดแคลนแรงงานท้องถิ่นที่มีทักษะฝีมือ ทั้งตำแหน่งช่างต่าง ๆ เพื่อมารองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว อาทิ ช่างเชื่อม ช่างประกอบท่อ ช่างเครื่องจักรกลหนัก ช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า โดยไม่มีนโยบายจำกัดโควตาจำนวน แรงงานไทยเพราะต้องการคนไทยที่มีชื่อเสียงด้านฝีมือ ขยัน อดทน มีความรับผิดชอบต่องานสูงจนเป็นที่ยอมรับจากนายจ้าง ซึ่งประเทศลิเบียเองก็จ้างคนไทยไปแล้วมากกว่า 12,000 คนในโครงการก่อสร้างสนามบินเบงกาชี โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติกรุงตริโปลีแห่งใหม่ โครงการก่อสร้างแม่น้ำฝีมือมนุษย์สร้าง โครงการก่อสร้างขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน ท่อส่งน้ำ โครงการที่พักอาศัย และก่อสร้างถนน และยังมีแนวโน้มความต้องการจ้างแรงงานไทยภายในปี 2553 ไม่น้อยกว่า 5,000 คน

             
ในส่วนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย มีประชากรในวัยทำงานเพียงร้อยละ 30 ของประเทศ ทำให้ไม่เพียงพอต่อการจ้างงาน ซึ่งในส่วนการจ้างงานแรงงานต่างชาติจึงมีเงื่อนไขต้องเป็นแรงงานฝีมือ (skilled labour) และมีเงื่อนไขว่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ให้แก่แรงงานท้องถิ่นด้วย มีบริษัทต่างชาติหลายแห่งที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมัน ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้แจ้งความต้องการแรงงานไทยจำนวน 12,400 คน คือบริษัท Sam sung E&C ต้องการแรงงานต่างชาติ 10,000 คน บริษัท Daewoo E&C ต้องการแรงงานไทยเพิ่มอีก 2,000 คน และบริษัท SNC Lavalin มีการจ้างงานสูงสุด 4,000 คน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานไทย 400 คน ในปี 2553 ต้องการจ้างแรงงานไทยเพิ่มอีก 400 คน แม้รัฐบาลที่นี่จะมีนโยบายจ้างแรงงานแอลจีเรียก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานของคนท้องถิ่นก็ตาม แต่ก็มีสิ่งน่าสนใจตรงที่รัฐบาลแอลจีเรียมีงบประมาณในการลงทุนระหว่างปี 2553-2557 จำนวนสูงถึง 116 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ทั้งโครงการก่อสร้างบ้านพักอาศัย จำนวน 10,000 หลัง และการก่อสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ เป็นต้น

             
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับภารกิจการส่งเสริมการขยายตลาดแรงงานไทยในภูมิภาคแอฟริกาตอนบนและตะวันออกกลาง กระทรวงแรงงานจึงขอปรับโครงสร้างสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ เพื่อสามารถปฏิบัติงานคุ้มครองแรงงานได้ครอบคลุมเขตพื้นที่ภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการขอปรับเปลี่ยนประเทศและเขตอาณาของสำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย (กรุงริยาด) ที่เดิมมีสำนักงานแรงงาน 2 แห่ง ที่กรุงริยาด และเจดดาห์ แต่ปัจจุบันจำนวนแรงงานไทยลดน้อยลงจึงขอปรับเปลี่ยนให้มีสำนักที่กรุงริยาดเพียงแห่งเดียว เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลประเทศซาอุดีอาระเบียทั้งหมด รวมทั้งพื้นที่ในเขตอาณา ได้แก่ คูเวต บาห์เรน จอร์แดน เยเมน อิรัก ซีเรีย และเลบา นอน โดยมีแรงงานไทยที่ต้องดูแล 29,579 คน

             
นอกจากนี้ยังขอจัดตั้งฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้อยู่ในกำกับดูแลของเอกอัครราชทูต และในการปฏิบัติงานจะย้ายอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย (เจดดาห์) ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายแรงงานประจำสถาน ณ กรุงอาบูดาบี มีเขตอาณาที่อยู่ในความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอาหรับ กาตาร์ โอมาน และอิหร่านก็ตาม มีแรงงานไทยที่จะต้องดูแลถึง 56,537 คน ประกอบกับมีข้อมูลว่ามีแนวโน้มที่ต้องการจ้างแรงงานไทยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานอยู่ประจำเพื่อคุ้มครองดูแลแรงงานไทยและอำนวยความสะดวกแก่นายจ้างที่ต้องการแรงงานไทยเพิ่ม

            
รวมทั้งยังมีการขอจัดตั้งฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยม ประชาชนอาหรับลิเบีย โดยมีเขตอาณาที่รับผิดชอบถึงประเทศแอฟริกาใต้ ซูดาน อี ยิปต์ คองโก โมรอคโค แอลจีเรีย และประเทศ ในภูมิภาคแอฟริกาทั้งหมด มีแรงงานไทยที่ต้องดูแล 21,127 คน และในปี 2553 มีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งที่เข้าไปลงทุนและได้รับสัมปทานในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีความต้องการจ้างแรงงานฝีมือไทย บริษัทละประมาณ 1,000-2,000 คน





หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 1013  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์