Business Focus
 
หน้าแรก >โฟกัสแรงงาน > การออมเงินชราภาพ....ใส่ใจหลังวัยเกษียณ
 
การออมเงินชราภาพ....ใส่ใจหลังวัยเกษียณ
  www.mrthaijob.com  วันที่  24  ธ.ค  2552
 

การออมเงินชราภาพ....ใส่ใจหลังวัยเกษียณ



            การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ตลอดจนวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้ประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่มีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างประชากรของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" ประกอบกับการดูแลผู้สูงอายุในอดีตได้เปลี่ยนแปลงจากการที่ลูกหลานดูแลพ่อแม่กลายเป็นผู้สูงอายุต้องพึ่งพาและดูแลตนเองมากขึ้น แน่นอนคนทำงานในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่วัยสูงอายุ วันนี้คุณเตรียมพร้อมหรือยังที่จะออมเงินตั้งแต่วันนี้เพื่อใช้ในยามชราภาพ

           
สำนักงานประกันสังคมให้ความคุ้มครองลูกจ้าง ผู้ประกันตน รวม 7 กรณี โดยในส่วนของกรณีชราภาพ ได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตนให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเมื่อถึงวัยเกษียณอายุหรือวัยสูงอายุ สำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมมี 2 ลักษณะ ได้แก่

           
1. บำนาญให้ตลอดชีวิต (Pension)

           
2. บำเหน็จหรือเงินก้อน (Lump-sum)

           
โดยมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับกรณีบำนาญชราภาพ

           
เงื่อนไข

           
(1) จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีชราภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และ

           
(2) มีอายุครบ 55 ปีบริบรูณ์ และ

           
(3) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

           
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ

           
(1) กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนจะได้รับบำนาญชราภาพรายเดือน ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุด (ระหว่าง 1,650-15,000 บาท)

           
(2) กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นจากข้อ (1) อีกในอัตราร้อยละ 1.5 ของค่าจ้างต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นทุก 12 เดือน (อัตราบำนาญ 20%+1.5% ทุก ๆ 12 เดือนที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน)

           
กรณีบำเหน็จชราภาพ

           
เงื่อนไข

           
(1) จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีชราภาพมาแล้วไม่ครบ 180 เดือน และ

           
(2) มีอายุครบ 55 ปีบริบรูณ์ หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย และ

           
(3) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

           
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ

           
(1) กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

           
(2) กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 180 เดือน ให้จ่ายบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพร้อมดอกผลตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด

           
(3) กรณีผู้รับบำนาญถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพให้จ่ายบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิ

           
การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซึ่งเพียงผู้ประกันตนกรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตาย ทายาทหรือผู้มีสิทธิสามารถรับประโยชน์ทดแทน โดยนำสำเนาทะเบียนบ้าน ใบมรณบัตร และสำเนาเอกสารหลักฐานของผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนยื่นที่สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่/จังหวัดทุกแห่ง ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องรีบยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปีนับจากวันที่มีสิทธิ นอกจากนี้หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่โทร. 1506 ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. หรือติดต่อระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.sso.go.th

           
อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงานประกันสังคมที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการออมให้แก่คนไทย เพื่อให้ผู้ประกันตนได้มีเงินออมที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพได้หลังวัยเกษียณ ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมก็ยังมีความหวังว่าคนไทยจะมีความตระหนักถึงความสำคัญของการออม ภายใต้เงื่อนไขของการใช้จ่ายประจำวันอย่างประหยัดอันจะส่งผลดีต่อตนเองและประเทศชาติในอนาคต


กสร.เยี่ยม สปก.เน้นเพิ่มศักยภาพความปลอดภัยในการทำงาน



                กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดกิจกรรมการตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาความปลอดภัย และอาชีวอนามัยในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก และโครงการส่งเสริมและพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงานภาคเกษตร หวังให้สถานประกอบกิจการมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัย

              
นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า สถานประกอบกิจการในประเทศไทยเป็นสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กมีมากกว่าร้อยละ 90 ของสถานประกอบกิจการทั้งหมด อีกทั้งยังไม่มีศักยภาพในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยให้เป็นไปตามกฎหมาย และการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ดังนั้น ทางกรม จึงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กได้มีการดำเนินปรับปรุงสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้างให้ดีขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย สถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กประเภทที่มีการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานสูง จำนวน 300 แห่ง

              
นอกจากนี้จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย และพบว่างานด้านเกษตรกรรมเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงค่อนข้างมาก เช่น การได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงค่อนข้างมากจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปี พ.ศ. 2551 มีผู้ป่วยจากการแพ้พิษสารกำจัดศัตรูพืช (Pesticide poisoning) จำนวน 1,705 คน มีผู้เสียชีวิต 2 คน และปี 2552 (มกราคม-พฤษภาคม) จำนวน 649 คน เพราะผู้ทำงานในภาคเกษตรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของสารเคมี ตลอดจนไม่ทราบถึงวิธีการป้องกันตนเองให้ปลอดภัย 

               
จากสถานการณ์ข้างต้นทางกรมได้เล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน จึงจัดโครงการตรวจเยี่ยมขึ้นทั้งหมด 2 โครงการ คือ

                1. โครงการพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้สถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กมีการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัย และมีการดำเนินการปรับปรุงสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เพื่อลดสถิติการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ตลอดจนมีความรู้ ความเข้าใจในการเข้าร่วมโครงการ และการปรับปรุงสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

                2. โครงการส่งเสริมและพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงานภาคเกษตร ได้คาดหวังให้แรงงานภาคการ เกษตรที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพและสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยดี และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

              
ทั้งนี้ ทางกรมได้เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยกำหนดตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาความปลอดภัย และอาชีวอนามัยในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก ของบริษัท สยามสแตนเลสสตีล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 71/1 หมู่ที่ 1 ถนนเศรษฐกิจ 1 ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และโครงการส่งเสริมและพัฒนาความปลอดภัย และอาชีวอนามัยของแรงงานภาคเกษตร สาขาเพาะปลูก ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานพื้นที่ 7 บ้านนายฉลวย น้อยดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.สมุทรสาคร





หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 464  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์