Business Focus
 
หน้าแรก >Interview > ธัญญา ผลอนันต์ คนไทยนักคิดกับวิธีสอนให้เด็กจำ
 
ธัญญา ผลอนันต์ คนไทยนักคิดกับวิธีสอนให้เด็กจำ
  www.mrthaijob.com  วันที่  26  พ.ย  2552
 

ธัญญา ผลอนันต์ .... คนไทยนักคิดกับวิธีสอนให้เด็กจำ


            ในยุคหนึ่งที่เด็กไทยถูกสอนให้ท่องจำ การเรียนการสอนในแต่ละวันเด็ก ๆ ก็ได้แต่ท่อง ๆ เพื่อฝึกความจำ จนในวันหนึ่งที่เริ่มมีผู้รู้จริง หลายฝ่าย ออกมาคัดค้านว่าเด็กไม่จำเป็นต้องท่องจำ ให้เข้าใจก็เป็นพอ เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกเป็นวงกว้าง จนเกิดกระแสเลิกท่องจำ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่อยู่กลางกระแสดังกล่าวคือผู้ชายชื่อ ธัญญา ผลอนันต์ ผู้ที่เห็นความสำคัญของการท่องจำและพยายามศึกษาหาวิธีการในการท่องจำอย่างถูกต้อง 

             ธัญญา ผลอนันต์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมความจำ และประธาน คณะกรรมการจัดงาน Thailand Festival of the Mind 2009 & The Second Thailand Open Memory Championships และยังเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคมและหน่วยงานไม่แสวงหากำไร ตลอดจนหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

           
นอกจากนี้ ยังเป็นชาวไทยคนแรกที่ได้ไปอบรมเพื่อเป็นผู้ฝึกการเขียน Mind Map จากสำนักงานใหญ่ของ Buzan Centres ในเมือง Poole ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปลายปี 2540 และกลับมาแปลคู่มือการฝึกเขียน Mind Map เล่มแรกของเมืองไทย คือ GET AHEAD หรือใช้หัวลุย อีกทั้งยังเขียนบรรณาธิการ หรือตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับ Mind Map มาอีกหลายเล่ม เช่น ใช้หัวคิด (หนังสือ classic ในเรื่องของสมอง และ Mind Map ที่โทนี บูซาน เขียนเป็นเล่มแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) หนังสือชุด "แบบฝึกหัดคิดพิชิต Mind Map" อีก 4 เล่ม (ฉบับนักเรียนมัธยมต้น ฉบับนักเรียนมัธยมปลาย ฉบับพนักงานและหัวหน้างาน และฉบับชาวบ้านและชุมชน) วิธีเขียน Mind Map ฉบับเจ้าสำนัก (How to Mind Map) รวมทั้งหนังสือสำหรับนักเรียน "เรียนเก่งเรื่องกล้วย ๆ" และอีกมากมาย 

           
"ปัจจุบันเราพยายามส่งเสริมให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความสามารถทางการจำ การใช้สมองทั้งสองซีกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความจำเป็นทักษะหนึ่งของมนุษย์ที่หากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลผู้นั้นเองและองค์กรที่สังกัด แต่บางครั้งสังคมก็มองข้ามหรือมองในแง่ลบ"

            
"เรื่องความจำในยุคหนึ่งเด็กไทยมักถูกครูอาจารย์ให้ฝึกท่องอาขยาน หลายคนบอกว่าความจำเป็นเรื่องที่ล้าสมัย ท่องจำอย่างเดียวไม่ดี เราก็เลยละเลยและทิ้งมันไป ต่อมามีนักจิตวิทยารุ่นใหม่ออกมาบอกว่า ความจำคือพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ ถ้าคุณจำไม่ได้คุณจะคิดอะไรไม่ออก เพราะฉะนั้นก็ต้องกลับมาดูความจำใหม่ว่า หากจำเพื่อจำอย่างเดียวก็ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าจำเพื่อไปใช้อย่างอื่นก็จะก่อเกิดประโยชน์แน่นอน ดังนั้น เราจึงไม่ลดละที่จะพยายามปลุกกระแสเรื่องความจำขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยปีที่แล้วเราได้จัดการแข่งขันเรื่องความจำแต่ก็ยังมีคนสนใจน้อย เราก็พยายามกันอย่างต่อเนื่อง จนมาปีนี้มีคนให้ความสนใจ 2-3 เท่าจากปีที่แล้ว เรียกได้ว่ามีคนเห็นความสำคัญตรงนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ยินดี" 

           
"ความทรงจำ จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโรม สมัยกรีก และวิธีการพื้น ๆ เหล่านี้เองยังใช้ได้อยู่ แต่ก็มีการเอามาปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับสังคมไทย ซึ่งความจำ มีหลักการอยู่ไม่กี่ข้อ เพียงแต่คนคนนั้นต้องนำไปพัฒนาและฝึกฝน ความจำคือการฝึกฝน ก็มีคำกล่าวที่ว่า จำไม่เก่งไม่มี มีแต่ไม่รู้วิธีจำและไม่ฝึกฝนเท่านั้นเอง และผมบอกได้เลยว่าความจำเป็นเวทีโลกที่ยังเปิดรับอยู่เสมอ ที่สำคัญเป็นการแข่งที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่ต้องซื้อเหมือนอุปกรณ์กีฬา หรือสนามฝึกแพง ๆ เพียงแต่ว่าเราฝึกคนเดียวกับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นใครก็ฝึกได้ เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ มีอย่าง 2 อย่างคือ ความตั้งใจที่จะฝึกและวิธีการที่ดี เพราะฉะนั้นเราลงทุนแค่นี้เราก็เป็นแชมป์ประเทศ แชมป์โลกได้เช่นกัน" 

            
นอกเหนือจากที่อาจารย์ธัญญาจะส่งเสริมในเรื่องของการจำแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่อาจารย์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการใช้ความคิด หรือวิธีการ คิด การจดบันทึกด้วยการใช้ Mind Map เป็นเครื่อง มือ อย่างที่กล่าวมานั้นอาจารย์ธัญญาเป็นชาวไทย คนแรกที่ได้ไปอบรมเพื่อเป็นผู้ฝึกการเขียน Mind Map จากสำนักงานใหญ่ของ Buzan Centres 

           
คำว่า Mind Map เป็นผลงานของนักจิตวิทยาชาวอังกฤษชื่อ โทนี บูซาน ได้รับการเผยแพร่ สู่สาธารณะครั้งแรกทางรายการ User Your Head ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี และหนังสือชื่อเดียวกันโดยสำนักพิมพ์บีบีซี เมื่อปี 2517 คำว่า Mind Map มีการแปลเป็นไทยอยู่หลายคำ เช่น แผนที่ความคิด แผนผังมโนทัศน์ เป็นต้น 

            
อาจารย์ธัญญา กล่าวว่า Mind Map คือเครื่องมือในการจัดระบบความคิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเรียบง่ายที่สุด และขยายความต่อไปว่า Mind Map เป็นวิธีที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ สามารถแสดงให้เห็นความคิดของคุณได้ง่ายและชัดเจน" 

           
Mind Map ทุกใบมีหลักการพื้นฐานเหมือนกันคือ ใช้สีสันหลากหลาย ใช้โครงสร้างตามธรรมชาติที่แผ่กระจายออกมาจากจุดศูนย์กลาง ใช้เส้นโยง มีเครื่องหมาย สัญลักษณ์ และรูปภาพ ที่ผสมผสานรวมกันอย่างเรียบง่าย สอดคล้องกับการทำงานตามธรรมชาติของสมองเรา จึงทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนวิธีการจดบันทึกที่ยืดยาวเต็มไปด้วยตัวอักษรอันน่าเบื่อ มาเป็น Mind Map ให้ดูมีสีสันสดใส น่าจดจำ และมีโครงสร้างการจัดเรียงข้อมูลที่ดี 

            
Mind Map เปรียบได้กับแผนที่เมืองใหญ่ ๆ ศูนย์กลางหรือ "แก่นแกน" ของ Mind Map ก็เหมือนศูนย์กลางของเมือง มันคือหัวเรื่องหลักหรือประเด็นที่สำคัญที่สุด ถนนสายหลักต่าง ๆ ที่วิ่งออกจากจุดศูนย์กลางก็เปรียบเสมือนความคิดหลักที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่อง ถนนสายรอง ๆ ลงมา คือความคิดที่สำคัญรอง ๆ ลงมา ลดหลั่นต่อไปเรื่อย ๆ รูปภาพ สัญลักษณ์ต่าง ๆ แสดงถึงประเด็นความคิดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

            
นอกจากนี้แล้ว Mind Map ยังเป็นแผนที่เส้นทางอัจฉริยะ เปรียบเสมือนลายแทงที่นำไปสู่การจดจำและการเรียบเรียง จัดระเบียบข้อมูลตามธรรมชาติในการทำงานของสมองของคุณตั้งแต่ต้นทีเดียว นั่นก็หมายความว่า การจำและการฟื้นความจำ เรียกข้อมูลเหล่านั้นกลับมาในภายหลัง จะยิ่งทำได้ง่ายและมีความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการใช้เทคนิคการจดบันทึกแบบเดิม ๆ

            
"เรื่องการใช้ Mind Map เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะเอาเรื่องของสมอง เรื่องความคิดมารวมกัน โดยเริ่มแรกเราส่งเสริมเรื่องความจำก่อน โดยส่งเสริมให้มีการจัดการประกวด ส่วนเรื่องของ Mind Map นั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์เราใช้จดบันทึกความคิดหรือข้อมูล ซึ่งโดยปรกติมนุษย์เราจดบันทึกเป็นตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว โดยที่คนอียิปต์และคนจีนเริ่มก่อน ต่อมาก็เผยแพร่ไปทั่วโลก แต่เข้ามาในเมืองไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แล้วก็ผมเป็นคนแรกที่เอาเข้ามา ซึ่ง ณ ตอนนี้ในเมืองไทยมีวิทยากรประมาณ 5 คนที่ทำหน้าที่สอน จากอดีตจนถึงปัจจุบันเราก็สอนกันมากว่า 2,000 รุ่น มีลูกศิษย์ตอนนี้กว่า 200,000 กว่าคน เราอยากให้มีการส่งเสริมและนำไปใช้อย่างจริงจังขึ้น จึงมีการจัดประกวดขึ้นมาด้วยเช่นกัน" 

            
"ปัจจุบันคนไทยรู้จัก Mind Map มากขึ้นอย่างน้อยก็ 200,000 คน ที่เราสอนมา เรียกว่ามีการรู้จักมากขึ้น แต่ความจริงแล้วผมว่าทั่ว ๆ ไปคนเคยได้ยินคำว่า Mind Map มาบ้างแล้ว บางครั้งก็นำมาใช้โดยไม่รู้ตัว หรือว่ารู้แต่ใช้แบบผิด ๆ มีเยอะ คิดว่า Mind Map จากเมื่อ 12 ปีที่แล้วเป็นคำที่แพร่หลายมากขึ้นในเมืองไทย เนื่องจากมีครูโรงเรียนสอนอยู่หลายท่าน เพราะฉะนั้นเรากลับไปบ้านเราอาจจะเห็นลูกหลานเราใช้อยู่ก็ได้ แต่ เขาอาจจะใช้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เต็มรูปแบบ ซึ่งเมื่อเต็มรูปแบบมันใช้ได้จริง ๆ และเยี่ยมยอดที่สุด"

            
"สำหรับวิธีการส่งเสริมเราจะพยายามนำเข้าสู่โรงเรียน ประชาสัมพันธ์เรื่องการแข่งขัน จะสนใจกันหรือไม่ ถ้าสนใจเราก็ยินดีที่จะสอนให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย"

           
อาจารย์ธัญญา กล่าวต่อว่า "ในเวทีโลกคนไทยยังไปไม่ถึงไหนเลย ยังไม่รู้จักวิธีแข่งด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเหตุนี้เองเราจึงพยายามส่งเสริมให้เขารู้จักว่าระดับโลกเขาแข่งกันอย่างไร ที่เราทำมาทั้งหมดเราก็คาดหวังว่าจะมีคนรู้จักที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ณ วันนี้เริ่มมีเด็กให้ความสำคัญเข้ามาเรียนรู้ พร้อมทั้งส่งผลงานเข้าประกวด เราเองก็รู้สึกดีใจ ที่สำคัญเขากลับมาบอกเราว่า เขาได้นำวิธีการเหล่านี้ไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งกับคนที่เรียนภาษาอังกฤษปริญญาเอก นักธุรกิจในการวางแผนการตลาด มันใช้ได้หมดแล้วแต่ว่าคุณจะใช้ในเรื่องอะไรเท่านั้นเอง"

             
ท้ายนี้อาจารย์ยังฝากทิ้งท้ายไว้อีกว่า "ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่เราพยายามส่งเสริมพัฒนาสมองให้เด็กไทย เราก็มีความภูมิใจและดีใจที่นำเสนอและเขาสามารถนำไปใช้จริงและได้ประโยชน์ จนเขากลับมาขอบคุณเรา บางคนก็โทร.มาบอกอาจารย์หนูสอบเข้าแพทย์ได้ หรือหนูได้เกียรตินิยม ตรงนี้คือจุดหนึ่ง อีกจุดคือในส่วนของผู้ประกอบการ มีหลายคนกลับมาบอกว่าไปใช้กับองค์กรแล้ว องค์กรเขาดีขึ้น องค์กรเขามีชีวิตชีวาและมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะ แต่ว่าที่เราประทับใจคือ การที่คนมาเรียนมากกว่า คนที่มาเรียนกับผมมีตั้งแต่นักเรียนอนุบาลซึ่งน่ารักมาก หรือคนวัย 70 กว่าก็เข้ามาเรียน แล้วเรียนแบบตั้งใจเรียน คือส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามาหาเราเขาเปิดใจรับจริง ๆ และนำไปใช้จริง นี่แหละเป็นความภาคภูมิใจว่าสิ่งที่เราสอนไปเขานำไปใช้ได้"

           
"สำหรับใครที่ยังไม่เคยเรียนรู้ ผมว่าตอนนี้เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า Mind Map หรือมีน้อยมาก แต่จุดที่น่ากลัวคือคนที่รู้จักแล้วคิดว่าตัวใช้ Mind Map ได้ถูกต้องแล้วมันน่าอันตราย จริง ๆ แล้ว Mind Map ที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์มันต่างกันราวฟ้ากับดิน เช่น บาง คนชอบไปวงล้อมความคิดของตัวเอง ทำให้ Map เหล่านี้ไม่เคลื่อนที่เท่าที่ควร เพราะเราไปล็อกความคิดนั้นไว้แล้ว ต่อจากนี้ก็คิดไม่ออก เพราะฉะนั้นอยากจะบอกคนไทยว่าใครที่คิดว่าใช้ Mind Map เป็นแล้ว ให้มาดูว่าคุณได้ล้อมกรอบความคิดของคุณไว้หรือเปล่า ถ้ายังทำอยู่ Map ที่คุณทำก็ไม่ก่อประโยชน์" อาจารย์ธัญญากล่าว






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 829  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์