Business Focus
 
หน้าแรก >Interview > เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
 
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
  www.mrthaijob.com  วันที่  29  ต.ค  2552
 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติปราชญ์วรรณศิลป์

เจ้าของวรรณกรรมจรรโลงใจ





               วันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนั้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนศิลปินทางด้านสาขาต่าง ๆ ให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะของชาติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงได้คัดเลือกผู้ที่มีผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมตามเกณฑ์การพิจารณาของโครง การศิลปินแห่งชาติ ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ โดยดำเนิน การเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2528 ซึ่งขณะนี้มีศิลปินแห่งชาติมาแล้วจำนวนทั้งสิ้น 194 คน หนึ่งในนั้นคือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ปราชญ์ผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษา

                เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ เจ้าของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) จากรวมกวีนิพนธ์ชุด เพียงความเคลื่อนไหว เมื่อปี พ.ศ. 2523 และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2536 เป็นกวีคนสำคัญของบ้านของเมืองอีกคนหนึ่ง ที่มีผลงานต่อเนื่องและเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป แม้วันนี้จะมีอายุล่วงเลยมา 79 ปีแล้ว แต่ยังคงกระฉับกระเฉง และยังทำงานอยู่กับตัวอักษรที่รักอย่างมุ่งมั่น

               เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เกิดในครอบครัวที่รักและสนใจในเรื่องของวรรณคดีไทย พ่อสนใจดนตรีไทยและกาพย์กลอน จนเรียกได้ว่าเป็นกวีคนหนึ่งของอำเภอพนมทวน ส่วนแม่ก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านวรรณคดี จนที่บ้านมีหนังสือวรรณกรรมมากมายจนกลายเป็นที่สะสมหนังสือวรรณ กรรมทั้งเก่าและใหม่ไว้มากมาย 

               และด้วยความที่ครอบครัวเป็นนักอ่านและมีความผูกพันกับเรื่องราววรรณคดีไทย ดนตรีไทย ทำให้สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมจิตใจของทุกคนในบ้านให้มีความรักความผูกพันอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เล็กจนโต จนกระทั่งดนตรีไทย และวรรณคดีไทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

                ปัจจุบัน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มีผลงานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองรวมแล้วหลายสิบเล่ม ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมากมาย ทั้งซีไรต์ (จากหนังสือรวมบทกวีเรื่อง เพียงความเคลื่อนไหว้) รางวัลศรีบูรพา และศิลปินแห่งชาติ

               "ผมเป็นคนช่างฝัน อารมณ์อ่อนไหว และเป็นคนที่มีความละเมียดละไมในเรื่องของการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับการแต่งกลอน เมื่อสมัยที่ยังเรียนมัธยมเคยได้เขียนโคลงที่แปลความหมายมาจากบทกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า ของพระยาอุปกิต ศิลปสาร เป็นการเขียนตามแบบแผนยึดฉันท ลักษณ์เป็นหลักอย่างเคร่งครัด โดยถือตามแบบวรรณคดีที่ได้ร่ำเรียนมา คือ ลิลิต-พระลอ นิราศนรินทร์ และลิลิตเตลงพ่าย และเริ่มมาเขียนจริงจังเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้นก็ได้ร่วมกับเพื่อน ๆ ก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์ และชมรมดนตรีไทย ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหนึ่งในนักกลอนสี่มือทอง ยุคแรกของธรรมศาสตร์ ร่วมกับ นิภา บางยี่ขัน, ทวีสุข ทองถาวร และดวงใจ รวิปรีชา จนได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันกลอนสดระหว่างมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ"
 

              
หลังจากจบปริญญาตรี นิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ก็ได้กลับไปบวชที่วัดทุ่งสมอ จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างจำพรรษาก็ได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ภาษาและวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยา ลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหลังจากสึกแล้วก็ได้ไปทำงานอยู่ที่กองบรรณาธิการ นิตยสารวิทยาสาร ของไทยวัฒนาพานิช ขณะเดียวกันก็ผลิตผลงานออกมามากมาย ก็มีทั้งได้รางวัลและไม่ได้รางวัล ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดที่จะเขียน

                "ในยุคแรก ๆ งานประพันธ์จะเป็นกลอนรักทั้งสิ้น จะมีบทกลอนที่ชื่อนกขมิ้น ได้รับคัดเลือกจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย นำไปแปลเผยแพร่ในงานกวีนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลี คำหยาดหนังสือบทกวีที่มีชื่อเสียงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2512 เป็นหนังสือที่จำหน่ายได้ถึง 4,000 เล่มในครั้งแรก และพิมพ์ซ้ำต่อมาอีกหลายครั้ง อาทิตย์ถึงจันทร์ บทกวีบันทึกเรื่องราวช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ก็ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษวรรณกรรมบัวหลวง ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด บทกวีชักม้าชมเมือง ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2521 เพียงความเคลื่อนไหว ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2523 บทกวีเพียงขลุ่ยผิวได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2527 และเมื่อปี พ.ศ. 2533-2536 ได้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเขียนบทกวีบันทึกเรื่องราวของทุกจังหวัด และรวบรวมไว้ในผลงานชุด "เขียนแผ่นดิน" โดยมีเป้าหมายทูลเกล้าถวายต่อองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่ส่งให้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2536 และได้รับฉายาว่าเป็น "กวีรัตนโกสินทร์" ตั้งแต่นั้นมา"

                "สำหรับผมแล้วภาษาไทยเป็นสิ่งที่สวยงามและมีเสน่ห์ ทุก ๆ ชาติ ทุก ๆ ประเทศ มีภาษาเป็นของตนเอง ซึ่งเราเป็นคนไทยเราจึงคิด เราจึงเขียนเป็นภาษาไทย ฉะนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญ และใส่ใจกับภาษาให้มาก ๆ อย่างที่รู้ ๆ กันว่าภาษาเป็นเครื่องมือของความคิดและความรู้สึกที่มี ความพิเศษต่างออกไปจากสิ่งอื่น ๆ นั่นคือเสียง ภาษาไทยมีเสียงที่ไพเราะแม้จะมีเพียง 5 เสียงเท่า นั้น แต่เราสามารถนำทั้ง 5 เสียง มาปรุงมาปรับให้ เหมือนกับเสียงดนตรี มันก็จะสละสลวย ไพเราะสวยงามขึ้นมาได้ ซึ่งภาษาอื่นไม่สามารถทำได้"

               "อย่างกาพย์กลอนของเราก็จะใช้เสียงของภาษาให้เป็นประโยชน์ เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนสนใจขึ้นมาได้ อย่างกาพย์กลอนที่ดี ๆ ที่ไพเราะก็มีดาษดื่น ไม่ว่าจะเป็นกลอนสุนทรภู่ หรือกลอนเสภา หรือบทละครสมัยโบราณที่ฟังกี่ครั้ง ผ่านมากี่รุ่นก็ยังคงความไพเราะสละสลวยอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์และแปลกกว่าภาษาอื่น ๆ แต่เดิมภาษามีหน้าที่รับใช้ความรู้สึกนึกคิดของคน จะเห็นได้จากตำราต่าง ๆ บันทึกหรือบทละครที่แสดงถึงภูมิปัญญาคนไทย ที่มีทั้งกาพย์ กลอน เรื่องราวเรื่องเล่า บทกวี จนถึงปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่แม้จะไม่มากนักเพราะถูกกลืนไปกับสื่อต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ทั้งนั้น เหมือนกับสุนทรียถูกกร่อนถูกกลืนเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ทั้งหมดก็ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของภาษาไทยทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าใครจะสามารถแปลงหรือปรุงให้มันมีรสอร่อยขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นสิ่งท้าทายความสามารถของคนที่รักในภาษาให้ค้นคว้ากันต่อไป"

                "อยากให้คนรุ่นหลังอ่านหนังสือเยอะ ๆ ช่วยกันสร้างสรรค์ความคิดและใช้ภาษามารองรับความคิด นำภาษามาใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดประโยชน์พร้อม ๆ กับการนำเสนอที่น่าสนใจ อย่างคำคำเดียว แต่ถ้ามีวิธีการนำเสนอที่ดีที่ต่างออกไปก็จะให้ความรู้สึกที่ต่างกันได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการใช้ภาษาให้เกิดประโยชน"
 

              
"ผมอยากจะบอกว่าพวกคุณอย่าอยากที่จะเป็นนักเขียน คุณอย่าอยากที่จะเป็นศิลปิน แต่คุณจงอยากที่จะเขียนและอยากที่จะทำงานศิลปะ ถ้าคุณทำได้อย่างนั้น นั่นแหละคุณถึงจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปิน ถึงจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนได้ อย่ามัวแต่อยากเป็นโน่นเป็นนี่โดยที่ไม่ได้อยากทำ ถ้าคุณไม่คิดอยากทำสิ่งที่ฝันไว้หรืออยากเป็น มันก็จะไม่มีวันสำเร็จได้"

               "ทุกวันนี้เรื่องราวของภาษาไทยดูจะห่างไกลจากเยาวชนไทยมากขึ้นทุกที จริง ๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน มัวแต่จะยกให้เป็นเรื่องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ ถ้าเรามัวรอสิ่งที่เราต้องการก็คงจะหลุดลอยไปแล้ว ทีนี้เราจะมาโหยหามันและช่วยกันรณรงค์ก็คงไม่เกิดประโยชน์ อย่างเรื่องของการอ่านก็เห็นรณรงค์มาหลายปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที ตราบใดที่ได้แต่เรียกร้องไม่มีรูปธรรมมารองรับก็คงสูญเปล่า สังคมจะพัฒนาไปได้มันต้องใช้ภูมิปัญญาของคน และภูมิปัญญาของคนจะพัฒนาได้ต้องใช้ความคิด ความคิดของคนจะมีขึ้นได้ต้องใช้สื่อมารองรับความคิด และสื่อที่จะมารองรับความคิดนั้นคือ "ภาษา" ผมย้ำมาตลอดว่าเราต้องคิด คิดด้วยภาษาไทย และถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจในภาษา ความคิดของคุณก็จะตกเป็นเหยื่อของคนที่แกร่งกว่า"

               "ความคิดที่เป็นภูมิปัญญาคนไทยมันจะผลักดันสังคมได้ต้องอาศัย 2 สถาบันด้วยกัน คือสถาบันการศึกษา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่ถูกต้อง เราต้องให้ความสนใจและใส่ใจอย่างจริงจัง และสถาบันของสื่อมวลชน ที่คอยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ถ้าสองสถาบันนี้ไม่ร่วมมือกัน ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ประเทศไทยก็ต้องตกเป็นเหยื่อและถูกเอาเปรียบจากประเทศอื่น ๆ ในที่สุด

                 "สุดท้ายอยากให้อ่านหนังสือกันเยอะ ๆ อ่านให้มาก ๆ อะไรดี ๆ มักจะซ่อนอยู่ในหนังสือ อะไรที่มันเป็นสื่อดี ๆ ก็ขวนขวายเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ปฏิเสธสื่อต่างประเทศ ศึกษาได้ แต่ใช้หลัก "วิญญาณไทย ใจสากล" ไม่ใช่ว่าไปหลง ใหลของใหม่จนปฏิเสธของเก่า หรือมัวเมาของเก่าจนไม่เอาของใหม่ อะไรดี ๆ รับมาเถอะแต่ก็ขอให้เลือก เอาอดีตมารับใช้ปัจจุบัน และให้นำเอาของต่างชาติมารับใช้ชาติเรา" ศิลปินแห่งชาติกล่าวในตอนท้าย

                ศิลปินแห่งชาติ ทรัพยากรที่มีค่า เป็นปราชญ์ทางด้านศิลปะที่อุทิศตนเพื่อสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงานศิลปะอันล้ำค่าไว้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติ หน้าที่สำคัญของทุกคนคือการช่วยกันรักษา ส่งเสริมและสนับสนุน ให้กำลังใจแก่ศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อสานต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ให้สืบทอดเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติไทยสืบไป






หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 1077  ครั้ง
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์