หางานด่วนทันใจ เว็บหางาน ของคนทันสมัย มีข้อมูล Resume
ทั้งหมด 23184
 
หน้าแรก >Interview > 2012 จุดเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์ไทย...อยู่หรือไปในยุค IT
 
2012 จุดเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์ไทย...อยู่หรือไปในยุค IT
  www.mrthaijob.com  วันที่  25  เม.ย  2555
 

2012 จุดเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์ไทย...อยู่หรือไปในยุค IT



           จากอดีตถึงปัจจุบัน วงการสิ่งพิมพ์พัฒนามาอย่างก้าวไกล ผู้คนคุ้นเคยกับพ็อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือพิมพ์ จนการมาถึงของอินเตอร์เน็ต ความรวดเร็วของข่าวสารที่เชื่อมต่อคนทั้งโลกเข้าหากันได้เพียงแค่คลิกเมาส์ ทำให้การเข้าถึงข่าวสารของผู้คนในวันนี้คือการหันหน้าเสพข่าวสารจากหน้าจอสี่เหลี่ยมของคอมพิวเตอร์ มากกว่าก้มหน้าละเลียดอ่านตัวอักษรบนกระดาษเปื้อนหมึก หรือปี 2012 อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของสิ่งพิมพ์ไทย? สมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ นับเป็นส่วนหนึ่งของวงการสิ่งพิมพ์ที่เรียกได้ว่าสำคัญไม่น้อยเลยก็ว่าได้ การกระจายหนังสือจากโรงพิมพ์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศล้วนแล้วแต่ต้องการเอเย่นต์ หรือสายส่งในแต่ละภาคจากสำนักพิมพ์สู่โรงพิมพ์ กระจายไปยังเอเย่นต์ต่าง ๆ ก่อนถึงมือผู้อ่าน ปัจจุบันการดำเนินงานของสมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ยังเป็นไปอย่างเข้มแข็ง โดยนายกสมาคมหญิงคนล่าสุด คือ คุณพูนผล วงศ์วรชาติ

           คุณพูนผล วงศ์วรชาติ นายกสมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์คนปัจจุบัน ได้กล่าวถึงหน้าที่และความเป็นมาของสมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่า

          ต้องกล่าวว่าสมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ของเราก่อตั้งมานานแล้ว หากย้อนไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การคมนาคมยังไม่สะดวก ช่วงนั้นการจัดระบบการจำหน่ายหนังสือพิมพ์อยู่ในวงแคบ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์จากผู้ประกอบการวิสาหกิจที่เป็นรวมห่อ ซึ่งในขณะนั้นจะมีรวมห่อที่ส่งหนังสือพิมพ์ให้กับตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคอยู่ 3 รวมห่อ คือ 1. รวมห่อนครไทย 2. รวมห่อ ก.สัมพันธ์ 3. รวมห่อประเสริฐสิน

            พอหลังปี พ.ศ. 2500 เหตุการณ์บ้านเมืองค่อย ๆ เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ การคมนาคมค่อย ๆ สะดวกขึ้น ตลอดจนระบบเศรษฐกิจค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น และการขยายตัวทางด้านการขายหนังสือพิมพ์ก็ติดตามมา การแข่งขันทางด้านนี้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับและรุนแรงขึ้น มีปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับด้านการจำหน่ายและอื่น ๆ ตามมาเป็นลูกโซ่ ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในนครหลวง อันได้แก่ รวมห่อต่าง ๆ ทั้ง 3 รวมห่อ และตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาค ต่างได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่จะติดตามมา และเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพในอนาคต จึงมีการปรึกษาหารือเพื่อที่จะมีการก่อตั้งเป็นกลุ่มในสายวิชาชีพเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยคุณวัชรี มุสิกะสินธร เจ้าของรวมห่อ ก.สัมพันธ์ คุณฉวีวรรณ ทรงสุจริต เจ้าของรวมห่อประเสริฐสิน

            คุณชัย จิตติเดชารักษ์ เจ้าของร้านสุริวงศ์บุ๊คสโตร์ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในส่วนภูมิภาคอีกหลายท่าน ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศขึ้น โดยมีคุณศักดิ์ รัตนาคม เจ้าของรวมห่อนครไทยเป็นประธาน และได้นัดหมายตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศไปร่วมพบปะสังสรรค์กันขึ้น ณ บริเวณบังกะโลแสนสบาย หาดบางแสน จ.ชลบุรี ในคืนวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2516 ณ สถานที่และวันเวลาดังกล่าวนี้คือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสมาคมผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ (ทั่วประเทศไทย) จนมาถึงปัจจุบันค่ะ

              ด้านการดำเนินงานภายใต้การบริหารงานของคุณพูนผล สมาคมยังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลเอเย่นต์จัดส่งหนังสือทั่วประเทศเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

            ดิฉันเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ค่ะ โดยสานต่อจุดมุ่งหมายของสมาคม ตอนนี้เรามีพันธกิจ เราต้องคอยดูแลเอเย่นต์หนังสือทั่วประเทศ อย่างเช่นเมื่อเอเย่นต์มีปัญหากัน เราก็จะเรียกมาคุย เคลียร์ปัญหากัน หรือเอเย่นต์มีปัญหากับโรงพิมพ์ ทางสมาคมก็จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเอเย่นต์กับเอเย่นต์ด้วยกัน แล้วก็เอเย่นต์กับโรงพิมพ์ เพื่อให้การจัดจำหน่ายดำเนินได้อย่างสะดวกมากที่สุด ซึ่งทางสมาคมกับเอเย่นต์ทั่วประเทศก็จะมีการพบปะสังสรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินงาน เราจะได้ทราบปัญหาของแต่ละเอเย่นต์ว่าตอนนี้เขามีปัญหาด้านใดบ้าง 

            สำหรับสถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน คุณพูนผล กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตทำให้ยอดขายของสิ่งพิมพ์หลายกลุ่มมีเปอร์เซ็นต์การขายที่น้อยลง ทำให้ทางสมาคมต้องให้ความช่วยเหลือโดยหาธุรกิจเสริมให้กับเอเย่นต์ เป็นการช่วยเหลือให้เหล่าผู้จำหน่ายหนังสืออยู่รอดได้ในปัจจุบัน 

              ตอนนี้เรากำลังดำเนินงานเพื่อเสริมรายได้ให้กับเอเย่นต์อยู่ ก็หาอาชีพเสริมให้เขา เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับกันค่ะว่าหนังสือพิมพ์จะขายได้น้อยลง อย่างตัวดิฉันเองก็มีหน้าร้านอยู่ เราเคยมีลูกค้าที่ซื้อหนังสือพิมพ์วันละ 7 ฉบับ แต่พอในช่วงหลัง ๆ มาซื้อหนังสือพิมพ์น้อยลง หรือ 2-3 วันมาซื้อครั้งหนึ่ง เราก็ถามเขาว่าทำไมรับน้อยลงล่ะ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้หันไปอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ หรือตามข่าวทางเฟซบุ๊ค ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ร้านขายหนังสือต่าง ๆ ขายหนังสือได้น้อยลงเมื่อมีอินเตอร์เน็ตเข้ามา ดังนั้น ด้วยพันธกิจของเราที่ต้องคอยดูแลเหล่าผู้จัดจำหน่ายหนังสือทั่วประเทศ ก็จำเป็นต้องหาอาชีพเสริมให้กับเขา

           นอกจากนั้น ทางสมาคมได้วิเคราะห์ถึงตลาดของสื่อสิ่งพิมพ์ที่น่าจะมีอนาคตและยังขายดีต่อเนื่อง เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

           ทางสมาคมเรามีการวิเคราะห์ร่วมกันอยู่ตลอดว่า สิ่งพิมพ์ประเภทไหนที่ขายดีหรือขายไม่ดี ในระยะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราพบว่าหนังสือเกี่ยวกับพวกละคร หนังสือวัยรุ่น พวกหนังสือหวยนั้นขายดี ไม่ว่ายอดหนังสือประเภทไหนจะขายได้น้อย หนังสือหวยจะขายดีตลอด ส่วนพวกที่ยอดขายตกคือพวกหนังสือพิมพ์ หนังสือรายวัน ยอดขายจะตกสักหน่อย ซึ่งทางหนังสือพิมพ์เขาก็จะรู้ตัว ก็จะมีการปรับตัวและมีแผนการตลาดมากขึ้นกว่าเดิม จะด้วยโปรโมชั่นหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอาจจะมีแผนกระตุ้นยอดขายด้วยการชิงโชคตามแผง ซึ่งจากที่ทางเราวิเคราะห์มาพบว่า การกระตุ้นหนังสือหน้าแผง บางครั้งในร้านขายหนังสือต่างจังหวัด อย่างการจับรางวัล หรือส่งชิ้นส่วนเพื่อชิงโชค คนต่างจังหวัดจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ จะสนใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้น ๆ มากกว่าของแถมหรือการชิงโชค อย่างหนังสือหางาน ลูกค้าจะเข้ามาถามว่าหนังสือเล่มไหนมีเปิดรับสมัครตำรวจบ้าง คือเขามีตำแหน่งที่อยากจะสมัครอยู่ในใจอยู่แล้ว ก็จะเดินมาหาหนังสือที่แผงที่ตรงกับความต้องการของเขา ดังนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า เนื้อหาของหนังสือที่ทำออกมาให้ตรงใจคนอ่านมากที่สุดคือสิ่งที่จะทำให้หนังสือขายดี โดยเฉพาะช่วงไหนมีการเตรียมตัวสอบปลัดหรือตำรวจ พวกหนังสือติวสอบต่าง ๆ จะขายดีมาก เรื่องราคาไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ ถ้าต้องการลูกค้าจะซื้อ 

            สำหรับเอเย่นต์ก็อยากขายให้ทุกฉบับ เพราะทั้งเอเย่นต์ สำนักพิมพ์ และโรงพิมพ์เราต่างก็ทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาตลอดค่ะ แต่จะมีปัญหาที่เหล่าเอเย่นต์เจอสำหรับการขายหนังสือที่อยากฝากทางสำนักพิมพ์ คือหนังสือบางเล่มขายดี เราก็ขอสำนักพิมพ์เพิ่ม แต่ปัญหาคือ หนังสือหมด แต่หนังสือเล่มไหนขายไม่ดี สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ก็จะพยายามให้เราขาย ซึ่งนั่นก็คือปัญหาหนึ่ง เพราะมันก็มีผลต่อลูกค้าที่อยากได้หนังสือ แต่เราไม่มีขายให้เพราะหมด พอครั้งต่อไปเขาก็อาจจะไม่มาซื้อที่เรา ดังนั้นก็อยากฝากให้สำนักพิมพ์หลาย ๆ สำนักพิมพ์แก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วยค่ะ  

             เมื่อถามว่าสถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤตหรือไม่ คุณพูนผล กล่าวว่า ณ เวลานี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เพราะแม้ยอดขายในบางกลุ่มจะตกลงไป แต่ว่าตลาดสิ่งพิมพ์ยังเข้มแข็งอยู่ แต่ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ตลาดหนังสือยากจะคาดเดาได้ว่าจะอยู่ในสภาวการณ์ใด

             ตอนนี้สถานการณ์ก็ไม่เชิงแย่หรือเลวร้ายสุด ๆ ค่ะ เพียงแต่เปอร์เซ็นต์การขายอาจจะลดน้อยลงนิดหน่อยในเมืองใหญ่ ๆ อย่างกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แต่ในต่างจังหวัดก็ยังขายได้อยู่ค่ะ อาจจะด้วยเพราะลูกค้าต่างจังหวัดไปร้านสะดวกกว่า คือร้านหนังสือกับลูกค้าจะใกล้ชิดกันมากกว่าที่เขาไปอ่านตามอินเตอร์เน็ต เขามาซื้อหนังสือเรา เราก็ได้พูดคุย ทักทายดูแลเขา นั่นคือสิ่งที่อินเตอร์เน็ตไม่มี ซึ่งทางสมาคมก็มีการพูดคุยกัน และวิเคราะห์กันว่าหนังสือประเภทไหนขายดี พอทราบก็จะโทร.ไปบอกสมาชิกว่าหนังสือสำนักพิมพ์นี้ขายดีนะ ให้เอามาขายสิ ก็พยายามให้เอเย่นต์ไปติดต่อขอหนังสือจากสำนักพิมพ์นั้น พยายามให้เอเย่นต์มีหนังสือครบหลาย ๆ สำนักพิมพ์เพื่อช่วยยอดขาย สำหรับภาพรวมของตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ ภายใน 4-5 ปีนี้น่าจะยังปรกติอยู่ อาจจะมียอดการขายที่ลดลงเพราะมีอินเตอร์เน็ตเข้ามาแบ่งส่วนการตลาดตรงนี้ไป แต่พอหลังจาก 5 ปีนี้ไปแล้วน่ากลัวค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้พ็อกเก็ตบุ๊คก็ซื้ออ่านได้แล้วตามอินเตอร์เน็ต สำหรับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ อยากแนะนำหนังสือกลุ่มวัยรุ่น หนังสือเมนูสำหรับนำไปทำเพื่อประกอบอาชีพจะขายดีค่ะ

             คุณพูนผล กล่าวว่า การต่อสู้ระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์และอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน สถานการณ์ยังไม่น่าหนักใจมากนัก เพราะยังมีหลายสิ่งที่อินเตอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์แตกต่างกัน นั่นคือความพึงพอใจของผู้อ่าน และช่วงวัยของผู้อ่านนั่นเอง

             สำหรับตัวดิฉันเองคิดว่าสิ่งพิมพ์น่าจะสู้กับการเข้ามาของอินเตอร์เน็ตได้นะคะ สถานการณ์ยังไม่น่าหนักใจ เพราะว่าจากที่คุย ๆ กันในสมาคม จะพบว่าข่าวสารในอินเตอร์เน็ตบางทีรายละเอียดจะน้อยกว่า ไม่เจาะลึกเหมือนในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร นี่คือข้อที่เราได้เปรียบอินเตอร์เน็ต หากเราทำประเด็นหรือเจาะลึกข้อมูลได้มากกว่า เราก็จะเหนือกว่าอินเตอร์เน็ตแน่นอน

            อีกประการหนึ่ง เรามองว่ากลุ่มวัยที่หันไปเสพข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตส่วนมากเป็นวัยรุ่น แต่ในวัยกลางคนหรือวัยทำงานก็ยังอ่านหนังสือกันอยู่ เพราะว่าพออายุมากขึ้น ๆ บางทีตัวหนังสือเล็กมองไม่เห็น บางคนก็ไม่ชอบเพราะเจ็บตา แสบตา ดังนั้น หนังสือ นิตยสารจะยังอยู่ได้ค่ะ แต่ในอนาคตต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับโลกของข่าวสารที่รวดเร็วขึ้นทุก ๆ วัน รวมถึงพฤติกรรมการอ่านของลูกค้าที่นับวันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อีกด้วยค่ะ



หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 815  ครั้ง

สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์