หางานด่วนทันใจ เว็บหางาน ของคนทันสมัย มีข้อมูล Resume
ทั้งหมด 23181
 
หน้าแรก >โฟกัสแรงงาน > “กิตติชัย ไกรก่อกิจ” กรรมการผู้จัดการ โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008)
 
“กิตติชัย ไกรก่อกิจ” กรรมการผู้จัดการ โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008)
  www.mrthaijob.com  วันที่  19  เม.ย  2555
 

“กิตติชัย ไกรก่อกิจ” กรรมการผู้จัดการ โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008)  “ใช้ใจบริหารงาน ต้องได้ใจกลับคืนมา”



           “กิตติชัย ไกรก่อกิจ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด ผู้คร่ำหวอดในวงการการตลาดกระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนัง ‘โสสุโก้’ ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘กระเบื้องคู่’ และ ‘ต้นไม้คู่’ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หนึ่งในธุรกิจเครือซีเมนต์ไทย (SCG) อยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี มีประสบการณ์ในการทำงานมากมาย อาทิ บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด บริษัท อเมริกัน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด

             คุณกิตติชัย เปิดเผยว่า ในการบริหารงานนั้นเราจะใช้หลักในการบริหารแบบชาวพุทธกับการบริหารแบบยุโรป ต้องผสมผสานกัน โดยใช้หลักธรรม ใช้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า หากเป็นนักธุรกิจก็ต้องเป็นนักธุรกิจที่เมื่อพูดถึงเรื่องสินค้าก็ต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความยุติธรรมในด้านราคา เราต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค เรามีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนใคร เพราะพวกเราทำงานเป็นทีม มีสไตล์การบริหารแบบทันสมัย และมีความเป็นสากล อยู่กันแบบพี่น้อง มีความอบอุ่น ซึ่งการบริหารองค์กรที่จะให้ประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากจะต้องมีการผสมผสานอย่างลงตัวแล้ว เราต้องใช้ใจในการบริหารด้วย

            ในการดำเนินชีวิตนั้นต้องใช้ทิศ 6 ซึ่ง 6 ทิศ คือ ทิศเบื้องบน (อุปริมทิส) ได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์ ทิศเบื้องหน้า (ปุรัตถิมทิส) คือ พ่อ แม่ เราจะสอนให้พนักงานมีความกตัญญู ทิศเบื้องขวา (ทักขิณทิส) ได้แก่ ครูอาจารย์ ทิศเบื้องหลัง (ปัจฉิมทิส) ได้แก่ สามี ภรรยา คอยเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้างหลั ง ทำอย่างที่พ่อ แม่ เคยสอนเราไว้ สอนว่าทำดีเพื่อดี ไม่ใช่ทำดีเพื่อโลภ ทิศเบื้องซ้าย คือ ทิศเหนือ (อุตตรทิส) ได้แก่ มิตรสหาย เพราะเป็นผู้ช่วยให้ข้ามพ้นอุปสรรคภัยอันตราย และเป็นกำลังสนับสนุนให้บรรลุความสำเร็จ หากเราช่วยเหลือได้ เราก็จะช่วยให้เขามีความสุข  ทิศเบื้องล่าง (เหฏฐิมทิส) ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง เพราะเป็นผู้ช่วยทำการงานต่าง ๆ เป็นฐานกำลังให้ เราจะให้ความยุติธรรมกับเขา ให้ความเมตตาเขาตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง ให้เขาเข้าใจระบบ ทุกภาคส่วนต้อง win win หมด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนมิตรสหาย เราต้องให้ความจริงใจ ถ้าสามารถที่จะแก้ทุกข์ให้เขาได้ก็จะเอาความสามารถที่เรามีประสบการณ์มาหรือเรามีความรู้มาถ่ายทอดช่วยเหลือกัน

               คุณกิตติชัย ได้นำหลักธรรมมาปรับใช้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่ารักษาพยาบาล 30,000 บาท/ปี ครอบคลุมกรณีรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน การรักษาเกี่ยวกับฟัน รวมถึงครอบครัว และการประกันอุบัติเหตุกรณีเสียชีวิต วงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท ทุกครั้งที่บริษัทมีผลกำไร เราจะแบ่งปันกัน (profit sharing) โดยเรามีเงินเดือนที่จะต้องดีกว่ามาตรฐาน มีสวัสดิการโดยพาพนักงานของเราทุก ๆ คนไปเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เราปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานาน

              สิ่งที่ทำให้พนักงานผมมีความสุขคือ ถ้าบริษัททำดีแล้ว สังคมต้อนรับผลิตภัณฑ์เรา และเราแสดงตัวให้เห็นว่าพอเรามีกำไร เราไม่ได้ให้แต่พวกเราเท่านั้น เราจะมีทุนการศึกษาประมาณ 1,000 ทุนทั่วประเทศ ไม่ใช่เจาะจงให้ใคร อย่าลืมว่าพนักงานต่างจังหวัดเงินเดือนไม่สูง อย่างมาก 6,000-7,000 บาท เวลาเปิดเทอมเขาก็ต้องซื้อเสื้อผ้า ซื้อหนังสือ เราก็จะให้ทุนเด็กเรียนดี ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน เด็กทุนของโสสุโก้ได้จบมหาวิทยาลัยหลายคน ซึ่งในการให้ทุนเราเริ่มให้ทุนจากภายในก่อน โดยให้ลูกคนงาน และกระจายออกสู่ภายนอกไป 10 กว่าปี กระจายทั่วประเทศ ทำเพื่อให้ความรู้ เพื่อนำไปทำมาหากินได้     

             “อย่างที่ท่าน ดร.สุเมธ ได้เรียนไว้ว่า เราอย่าก้าวผิดทาง การที่ท่านไปเรียนดอกเตอร์ เรียนจบจากเมืองนอกหลายใบ ท่านพูดตรงกับผมว่า อเมริกา Fail เพราะอะไร เราไม่ได้โจมตีเขา ผมมีเพื่อน มีทั้งพี่ชายที่ไปเรียนที่อเมริกา เราอย่าเอาแบบการบริหารงานของอเมริกามาใช้กับเมืองไทยเด็ดขาด เพราะที่โน่นคนทุกข์มาก ปัจจุบันเราไปเลียนแบบหมด เช่น การรักษา เมื่อก่อนแพทย์จะเป็นลักษณะเอื้อเฟื้อคนไข้ แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าประกันแพงขึ้นทุกปี คนหาเงินแทบตาย แต่ว่าจะมาป่วย จะตายเพราะว่ายารักษา บังเอิญรัฐบาลเราก็ยังเก่ง ต้องยอมรับว่ามีการประกันให้คนส่วนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นถ้าไปลอกแบบอเมริกาคงแย่ ลำบาก เพราะเราไม่มีรายได้แบบพวกเขา อย่าไปบ้าในโลกของดิจิตอล คนแก่อเมริกันกลัว เพราะว่าบัตรบันทึกข้อมูลตัวเองหมด เขาก็มาแฮกค์ แฮกค์เสร็จก็ถอนเงินคุณไปใช้ มันผิดหลัก แต่ว่าวัยรุ่นที่นั่นไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร สิ่งที่คนอเมริกันกลัวคือ อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป กลัวเรื่องบัตรประชาชนที่ถูกแฮกค์เอาไปกู้หนี้ เอาไปทำอะไรต่าง ๆ นานา ฉะนั้น เราอย่าไปลอกเลียนแบบเขาเด็ดขาด” กรรมการผู้จัดการ กล่าวทิ้งท้าย













 


หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 587  ครั้ง

สนับสนุนเนื้อหาโดย
 



ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์