จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ CEO ทีโอเอพัฒนาธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาสังคม
ย้อนหลังไปเมื่อปลายปีก่อน จากเหตุการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย องค์กรเอกชน สถานศึกษา และหน่วยงานของภาครัฐต่างได้รับความเสียหาย จากสถานการณ์นี้ ทำให้ผู้บริหารหนุ่ม นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กรรมการผู้จัด การใหญ่ แห่งบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือสังคมพอ ๆ กับการบริหารธุรกิจของตัวเอง
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทางบริษัททีโอเอได้ให้ความสำคัญและการช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการซ่อมแซม ปรับปรุงอาคาร ตลอดจนด้านการศึกษาของเยาวชน เราได้ร่วมโครงการ ‘พลังน้ำใจไทย The Power of Thai’ ซึ่งเป็นโครงการที่ 12 องค์กรเอกชนใหญ่ระดมทุนเพื่อฟื้นฟูด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม รวมทั้งช่วยเหลือครูและนักเรียนที่ประสบอุทกภัย โดยร่วมกันลงพื้นที่ทำกิจกรรมอาสา ‘บรรลุภารกิจคืนรอยยิ้มให้กับโรงเรียน’ เป้าหมายคือโรงเรียน 84 แห่งใน 17 จังหวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติครบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
“เราเองยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อช่วยฟื้นฟู 84 โรงเรียนที่ประสบอุทกภัย จากการสำรวจส่วนใหญ่พบปัญหาอาคารชำรุด ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ ทีโอเอในฐานะเป็นผู้ผลิตสีในการใช้งานพื้นผิวรูปแบบต่าง ๆ ได้นำผลิตภัณฑ์สีรองพื้น สีน้ำมัน สีโฟร์ซีซั่นส์ ฯลฯ มอบให้แก่โรงเรียนในโครงการ เพื่อเป็นอีกพลังที่จะช่วยฟื้นฟูอาคารเรียน โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายให้กลับมามีชีวิตและใช้งานได้ดังเดิม”
“โครงการนี้ถือว่าเป็นการร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของพนักงานที่มีจิตอาสาจากทุกองค์กรที่สานต่อพลังรวมกันเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม เพื่อคืนความสวยงามให้กับโรงเรียนและช่วยสร้าง สรรค์บรรยากาศการเรียนรู้ของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้น ผมรู้สึกยินดีที่คณะครู นักเรียนและชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หวังว่าการทำกิจกรรมร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มรอยยิ้มและความสุขให้ครูและนักเรียนกลับมาอีกครั้ง รวมทั้งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างองค์กร พนักงานและชุมชนต่อไป”
เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประเทศกำลังฟื้นตัว ก็ได้เวลาลุยงานต่อ
“จากการที่เราพยายามช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศ ตัวตลาดสีในประเทศไทยก็กำลังฟื้นตัวเช่นกัน หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่นี้เรามองเห็นความต้องการซ่อมและสร้างบ้าน-อาคาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครายย่อยมีการเติบโตสูงสุด ตามด้วยกลุ่มลูกค้าที่เป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และห้างค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด ส่งผลให้ธุรกิจสีและวัสดุก่อสร้างในปีนี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง”
“แม้ว่าในปี 2554 ที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตปรับตัวสูงขึ้นแทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะน้ำมันและไทเทเนียมไดออกไซด์ ในปี 2555 ทางภาครัฐเองก็มีนโยบายปรับค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท และเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรี 15,000 บาท ซึ่งเราถือเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบบ้าง แต่มาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และลดลงเหลือ 20% ในปี 2556 น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจของเรา”
“เราเองได้เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เช่น อาจมีการปรับราคาสินค้ากลุ่มสีทาอาคารให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ย้ายสำนักงานจากย่านเอกมัยไปบางนาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวด้านการบริหารจัดการมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะก้าวเป็นผู้นำธุรกิจสีอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดส่งออก เนื่องจากการรวมตัวของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสทางธุรกิจสูงมาก”
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอเอ ยังได้กล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปิดตลาด AEC ไว้ว่า “ทีโอเอได้เตรียมพร้อมกับการเปิดตลาด AEC มาพอสมควรแล้ว ทั้งในการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต การเตรียมด้านบุคลากร และการวางเป้าหมายยอดขาย โดยคาดว่าในปี 2558 รายได้จากตลาดต่างประเทศจะเป็น 1 ใน 5 ของรายได้รวมบริษัท หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท จากเป้าหมายรวมทั้งหมดที่ยอดขาย 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ เรายังได้ขยายฐานการตลาดและการผลิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในหลายประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และยังมองหาโอกาสที่จะขยายตลาดเพิ่มเติมในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน และประเทศอื่น ๆ ที่มีโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสอดรับกับเป้าหมายสำคัญของเรา คือการสร้างแบรนด์ TOA ให้เป็น Regional Brand”
“แม้ว่าการเข้าไปแข่งขันในตลาดเหล่านี้จะต้องแข่งกับแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ท้องถิ่น แต่เราเชื่อมั่นในความได้เปรียบในแง่ของความเข้าใจสภาพภูมิอากาศและพฤติกรรมผู้บริโภคจากการทำตลาดในประเทศเหล่านี้มาพอสมควร ประกอบกับทีโอเอมีนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ที่สามารถตอบรับความต้องการของลูกค้า จึงมั่นใจว่าจะนำแบรนด์ทีโอเอให้เป็นแบรนด์สีอันดับหนึ่งในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน”
ทั้งนี้ ผู้บริหารหนุ่มกล่าวเสริมถึงเป้าหมายในการทำธุรกิจของเขาว่า “การทำธุรกิจต้องมองสถานการณ์ในตอนนั้นให้ออก และพร้อมจะปรับตัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราวางไว้ ซึ่งเป้าหมายในการทำธุรกิจของเราคือ การเป็นผู้นำตลาดสีเกรดเอ ด้วยคุณภาพที่ได้รับความเชื่อถือจากทั่วโลกอยู่แล้ว แต่จะผนวกความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งตอกย้ำแบรนด์ทีโอเอในฐานะผู้นำนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลากหลาย ตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะสีเพื่อการตกแต่ง (Decorative) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทีโอเอมีนโยบายการเพิ่มเครื่องผสมสีคอมพิวเตอร์ TOA Color World ทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพราะเครื่องผสมสีได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของร้านค้า ทั้งช่วยบริหารจัดการคลังสินค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันทีในเรื่องความหลากหลายของเฉดสีที่ให้ลูกค้าเลือกได้มากมาย นอกจากนี้เรายังพยายามขยายตลาดหามาร์เกตแชร์ใหม่เสมอ และไม่ให้คู่แข่งไล่ตามทัน”
“ขณะนี้บริษัทได้มอบหมายให้ทุกฝ่ายงานเร่งพัฒนาบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ Country Manager ฝ่ายขายและการตลาด ไปจนถึงฝ่ายบริการลูกค้า เพื่อรองรับการขยายตัวในต่างประเทศ รวมทั้งออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองให้พร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น เพื่อบริษัทก้าวต่อไปข้างหน้า” นายจตุภัทร์ กล่าว
|
สนับสนุนเนื้อหาโดย