หางานด่วนทันใจ เว็บหางาน ของคนทันสมัย มีข้อมูล Resume
ทั้งหมด 23450
 
หน้าแรก >Interview > สุภาวดี วิทูรปกรณ์ ผู้บริหารแห่ง AEROKLAS
 
สุภาวดี วิทูรปกรณ์ ผู้บริหารแห่ง AEROKLAS
  www.mrthaijob.com  วันที่  20  ก.พ  2555
 

สุภาวดี วิทูรปกรณ์ ผู้บริหารแห่ง AEROKLAS



            บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด (AEROKLAS CO., LTD.) บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุปกรณ์ประดับยนต์ระดับโลก โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การบริหารและนำแอร์โรคลาสเข้าสู่การแข่งขันอย่างแท้จริง ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถเพิ่มยอดให้กับแอร์โรคลาสได้ถึง 20% และยังนำเอาทั้งกิจกรรมการตลาดมากมายเข้ามาบริหารจัดการ รวมทั้งขยายไลน์สินค้าต่าง ๆ  ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของผู้บริโภคยุคนี้ 

             คุณสุภาวดี วิทูรปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด (AEROKLAS CO., LTD.) หญิงแกร่งที่เข้ามาบริหารงานใน ‘แอร์โรคลาส’ ที่แม้จะผลักดันให้แอร์โรคลาสก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ก็ไม่สุดโต่ง เพราะสิ่งสำคัญที่เธอคิดและตั้งปณิธานเสมอคือ ต้องทำอย่างพอดีและยึดหลักทางสายกลาง โดยเฉพาะกิจกรรม CSR ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณสุภาวดีทุ่มเทให้เต็มร้อย เพราะเธอรู้ดีว่าการแบ่งปันจะสร้างความสุขให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยหนึ่งในกิจกรรม CSR ที่เธอทุ่มเทไม่น้อยไปกว่ากิจกรรมอื่น ๆ นั่นก็คือ การฝึกคอร์สปฏิบัติธรรมให้กับนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ “ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ ถ้าเราตั้งใจและทุ่มเทเพื่อให้เด็ก ๆ ได้นำติดตัวไปใช้ประโยชน์ เพราะธรรมะของพระพุทธ เจ้าเป็นสิ่งที่ดี เป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของคำว่าลีดเดอร์ชิฟ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานความเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ถ้าเรามองให้ดีจะเห็นได้ว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ เพราะกลุ่มเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติจะมีความพร้อม เราคิดว่าในกลุ่มนี้เอง 80-90% ในวันข้างหน้าเขาต้องดูแลคนอีกต่อหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 50-100 คน ถ้าเราสามารถสร้างคนที่มีธรรมะในหัวใจได้เขาก็จะมีเมตตากับคนอื่น เป็นผู้นำที่มีความพร้อม เขาทำอะไรที่ดีให้กับสังคมด้วยหัวใจ และมีความพร้อมในการดูแลกิจการ การค้าที่เขาจะต้องทำด้วยความถูกต้อง ด้วยคุณธรรม หรือถ้าใครจะขึ้นมาในระดับของการเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ก็จะบริหารบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมและความดี สิ่งนี้คือส่วนที่สำคัญมาก”

               หลายคนเติบโตขึ้นมาใช้ชีวิตทำแต่งาน ไม่ได้มีโอกาสที่จะทำอะไรให้กับคนอื่นบ้าง ซึ่งการปลูกฝังตรงนี้ถ้าเราให้เด็ก ๆ เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนา ให้เขาเห็นถึงคนที่มาทำงาน ทำอะไรเพื่อเขา วันหนึ่งเด็กก็จะมีความรู้สึกอยากจะทำเพื่อคนอื่นเหมือนกัน 

             สิ่งที่มุ่งหวังที่สุดในชีวิตการทำงานและครอบครัว 

             “เรามุ่งหวังให้ทีมงานเก่ง สามารถขึ้นมาทำงานในระดับบริหารที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขาเก่งก็จะสามารถดูแลลูกค้าได้ดีเหมือนอย่างที่เราดูแล ส่วนตัวเราเองในด้านของแง่ธุรกิจกับงานที่ทำอยู่ ได้ทำอย่างเต็มที่เพื่อจะสร้างให้องค์กรเติบโตไปให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ทำควบคู่ไปกับการตอบแทนให้กับสังคมด้วย จึงเป็นการสร้างสามัญสำนึกให้กับคนในองค์กร เพราะการทำธุรกิจไม่หวังแค่เพียงรายได้ กำไร  หรือยอดขายเท่านั้น ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญก็คือทีมงานในองค์กรที่เราได้สร้างสรรค์ให้เขาอยู่ในวัฒนธรรม สังคม และเป้าหมายขององค์กรควบคู่กันไป ซึ่งเป็นเป้าหมายในชีวิตการทำงานที่จะให้คนที่ทำงานในองค์กรได้สืบทอดแนวความคิด มุ่งมั่นที่จะทำให้องค์กรพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ เราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องมีความจริงใจต่อสังคม การที่เรามาถึงตรงจุดนี้ได้เพราะเราได้ทุ่มเทเวลาส่วนหนึ่งให้กับงานอย่างเต็มที่ จนกระทั่งวันหนึ่งเราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาทำประโยชน์ให้กับสังคมได้”

              ปฏิบัติธรรม ช่วยให้พักผ่อนสมองพร้อมสู้งาน

              “เวลาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การปฏิบัติธรรม สถานที่ที่ชอบเป็นพิเศษคือจังหวัดเชียงใหม่ เพราะการได้ใช้ชีวิตปฏิบัติธรรมอยู่บนเขาทำให้จิตใจสงบและมีความสุข ซึ่งจริง ๆ แล้วการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ ยิ่งอยู่ในบรรยากาศที่อึกทึกแล้วทำสมาธิได้ก็ยิ่งดี แต่ที่เลือกไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่เพราะรู้สึกว่าทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวช่วย และเป็นความสุขที่ควรจะทำ เพราะในแต่ละปีงานจะยุ่งมาก ดังนั้น จึงควรจะมีการพักผ่อนสมองบ้าง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือจะช่วยพัฒนาจิตใจเราให้ดีขึ้นด้วย การปฏิบัติในแต่ละขั้นจะมีบางอย่างที่เกิดขึ้นที่ตัวเราต้องลงมือทำเอง และในเมื่อเราทำอะไรได้แล้วเกิดความชำนาญก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากเราปฏิบัติแล้วจะช่วยให้ภายในของเราถูกเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน เช่น ตอน วัยรุ่นอาจโดนใครแหย่ หรือล้อ เราก็จะรู้สึกเสียใจแล้ว แม้เราจะไม่อยากเป็นอย่างนี้ แต่เราทำไม่ได้  แต่เวลาที่เรามาปฏิบัติแบบนี้ก็จะช่วยเราโดยไม่รู้ตัว เพราะมันถูกเปลี่ยนมาจากข้างใน ทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ได้คล้อยตามกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากจนเกินไป อันนี้คือการยกตัวอย่างง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นการยกตัวอย่างแบบชัดเจนที่สุดเลยคือ คนเราต้องอยู่ในพรหมวิหาร 4 ซึ่งได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา”

              “การปฏิบัติธรรมช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงตนเองโดย

              ไม่รู้ตัว เมื่อก่อนอาจมีคนที่ทำให้เราโกรธจนเรายกโทษให้เขาไม่ได้ หรืออยากจะยกโทษให้แต่เมื่อเห็นหน้าแล้วก็โกรธ ความรู้สึกเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ แต่วันหนึ่งเราก็สามารถยกโทษให้ได้โดยที่ไม่เหลือความรู้สึกติดค้างอะไรเลย ซึ่งหมายถึงการยกโทษด้วยใจ สบายใจ แล้วเราก็จะอยู่บนความสุขได้โดยไม่มีอะไรที่เราลำบากใจ อันนี้คือตัวอย่างของนักปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องราวที่ละเอียดอ่อน แต่ถ้าคนที่ปฏิบัติอยู่เรื่อย ๆ ก็ให้ลองสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งมันจะถูกขัดเกลาไปโดยอัตโนมัติ การปฏิบัติธรรมจึงเป็นการจัดการให้กับร่างกายที่ดีมาก ทำให้เราทำงานได้หลายอย่าง ซึ่งผู้นำทั้งหลายถ้าได้ปฏิบัติก็จะยิ่งดี เพราะเป็นผู้ที่สมาธิดีอยู่แล้ว หากเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วจุดอ่อนต่าง ๆ ก็จะลดลง”

               “อยากให้ทุกคนเชื่อว่าถ้าเราทำไปโดยที่ไม่คิดว่าเราจะได้อะไรตอบแทนแล้ววันหนึ่งมันจะได้เอง จงคิดเสมอว่าสิ่งที่ทำในวันนี้คือเราทำให้กับองค์กรและสังคมโดยที่ไม่ต้องคิดว่าเขาจะจดจำเราในวันข้างหน้า ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะวันที่เราทำ เวลาที่เราทำ วินาทีที่เราทำ เป็นการให้รางวัลกับตนเองแล้ว”


หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 349  ครั้ง

สนับสนุนเนื้อหาโดย
 

ความคิดเห็นที่ 1


dWSs01 Thanks again for the blog article.Thanks Again. Awesome.

โดย : matzcrorkz    2014-08-06 08:27:27


ส่งความคิดเห็น

  • โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น หรือ กล่าวหาให้ร้ายกัน
  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
แสดงความคิดเห็น
ใส่อารมณ์